วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556
วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
เรื่องไม่ดีที่ไม่ควรมีในครอบครัว
บ้านคือโรงเรียนแห่งแรกที่จะทำให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่อยูรอบตัว ซึ่งคนที่จะสอนลูกคือพ่อแม่ แต่การจะสอนอะไรนั้นก็ไม่เห็นชัดเท่ากับการกระทำที่เป็นตัวอย่างให้แก่ลูก ๆ ครอบครัวไหนสอนหรือปฏิบัติอย่างไรเด็กก็จะเป็นอย่างนั้น วันนี้จึงมีคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องสิ่งที่ควรมีและสิ่งที่ควรไม่มีในครอบครัวมาฝากกกัน
ทุกคนในครอบครัวหวังให้มีแต่เรื่องดี ๆ แต่ในความเป็นจริง ครอบครัวแต่ละครอบครัวก็คงไม่มีแต่เรื่องดี ๆ ตลอดเวลา ฉะนั้นสิ่งสำคัยคือ เราต้องรู้จักสิ่งที่เรามีในครอบครัวว่าสิ่งไหนเป็นส่ิงดี ที่ควรมี ควรรักษาไว้และสิ่งไหนเป็นสิ่งที่ไม่ดีที่จะต้องขจัดให้หายไป เครือข่ายครอบครัวได้มีการสำรวจเพื่อระบุว่าสิ่งใดบ้างที่ไม่ควรให้มีพื้นที่อยู่ในครอบครัว
บ้านคือโรงเรียนแห่งแรกที่จะทำให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่อยูรอบตัว ซึ่งคนที่จะสอนลูกคือพ่อแม่ แต่การจะสอนอะไรนั้นก็ไม่เห็นชัดเท่ากับการกระทำที่เป็นตัวอย่างให้แก่ลูก ๆ ครอบครัวไหนสอนหรือปฏิบัติอย่างไรเด็กก็จะเป็นอย่างนั้น วันนี้จึงมีคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องสิ่งที่ควรมีและสิ่งที่ควรไม่มีในครอบครัวมาฝากกกัน
ทุกคนในครอบครัวหวังให้มีแต่เรื่องดี ๆ แต่ในความเป็นจริง ครอบครัวแต่ละครอบครัวก็คงไม่มีแต่เรื่องดี ๆ ตลอดเวลา ฉะนั้นสิ่งสำคัยคือ เราต้องรู้จักสิ่งที่เรามีในครอบครัวว่าสิ่งไหนเป็นส่ิงดี ที่ควรมี ควรรักษาไว้และสิ่งไหนเป็นสิ่งที่ไม่ดีที่จะต้องขจัดให้หายไป เครือข่ายครอบครัวได้มีการสำรวจเพื่อระบุว่าสิ่งใดบ้างที่ไม่ควรให้มีพื้นที่อยู่ในครอบครัว
- ความรุนแรง ภาพชัดเจนที่สุดของความรุนแรงในครอบครัวคือ การใช้อารมณ์ของพ่อแม่ทั้งต่อพ่อแม่ด้วยกันเองและลูก บางครั้งอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยและปกติ เช่น การดุด่าว่ากล่าวหรืออารมณ์เสียใส่ลูก แต่สิ่งเหล่านี้ก็า่มารถนำมาซึ่งความรุนแรงกับเด็กอย่างไม่รู้ตัว ฉะนั้นอารมณ์เสียจึงเป็นอย่างแรก ที่ควรนำออกไปจากครอบครัว
- เหล้า / บุหรี่ นอกจากจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อลูก ๆ แล้ว เหล้าและบุหรี่ยังเป็นตัวการทำลายบรรยากาศในครอบครัวเสียอีกด้วย ในครอบครัวที่พ่อแม่ดื่มเหล้า และเมาเป็นประจำ สติที่จะมีในการเลี้ยงลูกก็จะหายไป อาจเป็นเหตุให้พ่อแม่ทำสิ่งที่ไม่ควรจะทำหรือร้ายกว่านั้นอาจนำความรุนแรงมาสู่ครอบครัวอีกด้วย ในส่วนของบุหรี่ก็ไม่แพ้กัน เพราะมีข้อมูลชัดเจนว่าคนที่อยูรอบข้างคนสูบบุหรี่จะได้รับสารพิษมากกว่าตัวผู้สูบหลายเท่า การสูบบุหรี่จึงเหมือนเป็นการแสดงออกถึงความไม่ห่วงใยคนในครอบครัว ลูก ๆ จึงอาจมีความรู้สึกเชื่อมโยงว่าพ่อแม่ที่สูบบุหรี่ไม่รักตนก็ได้
- บริโภคนิยมและความฟุ่มเฟือย นอกจากจะเป้นสาเหตุต้น ๆ ที่จะนำพาปัญหาเศรษฐกิจมาสู่ครอบครัวแล้ว ยังเป็นพิษเป็นภัยต่อวัฒนธรรมการออม
วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
อันตรายจากนมวัว
อันตรายจากนมวัว
ความจริงแล้วนมวัวก็น่าที่จะเหมาะกับวัวมากที่สุด นมคนก็น่าจะเหมาะกับคนเช่นเดียวกัน คนจะมีน้ำหนักเพิ่ม 3 กิโลกรัมโดยเฉลี่ย ในเวลา 3 เดือนหลังคลอดด้วยการดื่มนมจากแม่อย่างเดียว แต่ลูกวัวนั้นน้ำหนักจะเพิ่ม 30 กิโลกรัมในเวลาเท่ากัน และวัวเมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักรวม 500 กิโลกรัมขึ้นไป ในขณะที่คนจะมีน้ำหนักประมาณ 50-60 กิโลกรัม
แต่ลูกคนกินนมวัวมากกว่าลูกวัวเสียอีก ลูกวัวดื่มนมจากแม่วัวแค่ 1 ปี แต่ลูกคนรับประทานนมวัวต่อเนื่องเป็นสิบ ๆ ปี ฉะนั้นฮอร์โมนสำหรับการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ของวัวจะกระตุ้นการเจริญเติบโตของเด็กอย่างต่อเนื่อง ทำให้ร่างกายสูงใหญ่ผิดไปจากเผ่าพันธุ์เดิม
เพราะการถูกครอบทางวัฒนธรรมและแฟชั่นจากชาติมหาอำนาจทางตะวันตกว่าคนที่เป็นดาราภาพยนตร์ต้องตัวโตสูงใหญ่มีโอกาสในการทำงานมากและจะหารายได้ได้มาก และคนเอเชียตัวเล็กเพราะขาดโปรตีน ต่อมารัฐบาลในหลายประเทศรณรงค์ให้คนเอเชียจำนวนหันมาดื่มนมวัวและมีร่างกายใหญ่โตมากขึ้น จนเราไม่เคยรู้อีกด้านหนึ่งนมวัวว่าเป็นอันตรายอย่างไร แม้แต่ในประเทศไทยก็ส่งเสริมให้เด็กดื่มนมวัวติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปีแล้วจนถึงปัจจุบัน ในขณะเดียวกันการดื่มนมวัวที่มากขึ้นของคนไทย ก็ได้สร้างให้อุตสาหกรรมยาได้ขายยาอีกจำนวนมากให้คนไทยได้กินกัน
ความจริงแล้วคนไทยและคนเอเชียถึงร้อยละ 80 ไม่มีน้ำย่อยแล็กโตสในนม ซึ่งส่วนใหญ่จะแสดงอาการท้องเสีย และอีกส่วนหนึ่งก็คือแพ้เคซีนในนม ซึ่งความจริงแล้วมนุษย์สามารถดูดซึมโปรตีนในนม (Net Protein Utilization) ได้เพียงร้อยละ 82 และดูดซึมไม่ได้อีกร้อยละ 18 จะดูดซึมไม่ได้ จะถูกแบคทีเรียย่อยสลายและทำให้เกิด Immune Complex หรือสารก่อภูมิแพ้ตัวใหม่ ๆ ขึ้น
นายแพทย์ เอส. ซี. ทรูเลิฟ ในวารสาร British Medical Journal ปี 1961 และงานของ ดี.โจเซฟ ซักคา ในวารสาร Annual of allergy พฤษภาคม 1971 ระบุเอาไว้ชัดเจนถึงความสัมพันธ์ของการดื่มนมกับการเกิดลำไส้อักเสบจากภาวะภูมิแพ้ นอกจากนี้ นมวัว เป็นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ จึงมีไขมันอิ่มตัวเป็นส่วนประกอบในปริมาณมาก ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไขมันคลอเรสเตอรอลในเลือดสูงและเส้นเลือดหัวใจอุดตัน เราอาจไม่รู้ว่าการดื่มนมวันละ 2 แก้ว เทียบเท่ากับรับคลอเรสเตอรอลจากการรับประทานเบคอน 34 ชิ้น และยังรวมถึงโรคอื่น ๆ อีกมากที่มีความสัมพันธ์กับนมวัว เช่น โรคกระดูกพรุน โรคอัลไซเมอร์ โรคเวียนศีรษะในผู้สูงอายุ โรคปวดหัวไมเกรน ฯลฯ
ตัวอย่างเช่น หลายคนเดิมอาจคิดว่าการดื่มนมวัวมากๆน่าจะเพิ่มแคลเซียมในกระดูก ทำไมถึงเป็นโรคกระดูกพรุนได้ ความจริงมีอยู่ว่าน้ำนมประกอบด้วยแคลเซียมประมาณ 3 ส่วนและฟอสฟอรัส 2 ส่วน หากดื่มนมมากกว่า 500 มิลลิลิตร ร่างกายก็จะได้รับปริมาณฟอสฟอรัสมากเกินจำเป็น ซึ่งจะกระตุ้นต่อมพาราไทรอยด์ให้หลั่งฮอร์โมนออกมาสลายกระดูก จนเป็นเหตุให้มวลหรือเนื้อกระดูกบางลง
นอกจากนี้ Dr. Samuel Epstein จากมหาวิทยาลัยอิลินอยส์ ได้เตือนถึงอันตรายของระดับฮอร์โมนชนิดหนึ่งในนมวัวซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ทำให้เกิดการเจริญเติบโต ชื่อ Insulin like Growth Factor One หรือ IGF-1 ปริมาณสูงในนมจากวัวซึ่งถูกฉีด synthetic bovine growth hormone(rBGH) เขาได้เตือนว่า IGF-1 ในนมวัวเป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งทางเดินอาหาร ยังมีนักวิจัยอีกมากพบว่า IGF-1 มีความสัมพันธ์กับมะเร็งลำไส้ใหญ่ และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยืนยันผลว่า ระดับ IGF-1 ในเลือดเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
ดร.ที คอลลิน แคมพ์เบลล์ เป็นนักโภชนาการของสหรัฐอเมริกา เคยทำงานวิจัยในสถาบันทีมีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสทส์ (MIT), สถาบันเทคโนโลยี เวอร์จีเนีย, มหาวิทยาลัยคอร์เนล และเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในสหพันธ์อเมริกันเพื่อการทดลองวิทยา และได้ทำงานวิจัยระดับชาติจีนศึกษา (China Study) ซึ่งเป็นงานร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยคอร์เนล มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด และสถาบันการแพทย์ป้องกันโรคของประเทศจีน ได้เป็นบุคคลหนึ่งที่วิจัยและทดสอบพบว่าเนื้อสัตว์และโปรตีนจากสัตว์มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเรื้อรังหลายชนิดของมนุษย์
ซึ่งแม้จะงานวิจัยดังกล่าวจะมีรายละเอียดในการทดสอบและเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มชาวจีนกับชาวอเมริกัน แต่ในที่นี้จะขอไม่กล่าวถึงการวิจัยเรื่องมนุษย์ เพราะผมเห็นว่าน่าจะยังมีตัวแปรอีกมากที่อาจไม่เกี่ยวกับอาหารชนิดเดียวกันโดยตรง เช่น อาหารอื่นๆ อารมณ์ อากาศ วัฒนธรรม การออกกำลังกาย อาการอุปทานหรือยาหลอก ฯลฯ ในที่นี้จึงขอกล่าวอ้างอิงเฉพาะการทดสอบที่สามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมได้โดยการใช้หนูทดลอง ซึ่งได้ผลน่าสนใจบางประการดังนี้
ดร.ที คอลลิน แคมพ์เบลล์ เดิมเป็นคนที่ส่งเสริมให้คนบริโภคโปรตีนจากเนื้อสัตว์ นม และไข่มาก ๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย แต่ภายหลังต่อมากลายเป็นผู้ที่รณรงค์ให้คนลดการบริโภคโปรตีนจากเนื้อสัตว์และนม โดย ดร.ที คอลลิน แคมเบลล์ ได้พบงานวิจัยของอินเดียซึ่งเป็นจุดประกายสำคัญในการทดลองต่อๆกันมา โดยงานานวิจัยชิ้นนั้นพบว่า
"หนูทดลองทุกตัวซึ่งได้รับสารก่อมะเร็งในถั่วที่ชื่อ อะฟลาทอกซิน พบว่าหากให้โปรตีนจากนมวัว 20% พบว่าหนูทั้งหมดจะกลายเป็นโรคมะเร็งในตับ ในขณะที่หนูกลุ่มที่ได้รับโปรตีนจากนมวัว 5% จะไม่มีตัวไหนเป็นมะเร็งเลย"
ดร.ที คอลลิน แคมพ์เบลล์ จึงได้ทำการทดลองต่อยอดกับหนูทดลองอีกหลายกรณีพบผลการวิจัย สรุปการทดลองบางส่วนพบว่า
1. การบริโภคโปรตีนจากนมวัว (เคซีน)ลดลง จะมีผลทำให้การจับกันระหว่างอะฟลาทอกซินกับดีเอ็นเอลดลง และทำให้มีหลักฐานชี้ชัดว่าการบริโภคโปรตีนจากนมวัวในปริมาณที่ต่ำมีผลทำให้การทำงานของเอนไซม์ลดลงอย่างมาก และป้องกันไม่ให้สารก่อมะเร็งที่เป็นอันตรายจับกับดีเอ็นเอ และเมื่อสัตว์ตัวเดียวกันที่กินโปรตีนจากนมวัวมากแล้วมีรอยโรค (foci) ที่จะก่อให้เกิดเนื้องอกแล้ว ถ้าลดปริมาณลงก็รอยโรคที่จะก่อให้เกิดเนื้องอกก็ลดลงตามไปด้วย แต่ถ้ากลับมาเพิ่มปริมาณการบริโภคโปรตีนจากนมวัวอีกก็รอยโรคที่ก่อให้เกิดเนื้องอกก็จะกลับเพิ่มขึ้นมาอีกเช่นกัน
2. การบริโภคโปรตีนจากพืช ทั้งจากข้าสาลี และถั่วเหลือง แม้จะใส่ปริมาณมากถึง 20% ให้เท่ากับเคซีนในโปรตีนของนมวัว พบว่าไม่เกิดรอยโรค (foci) ที่จะพัฒนากลายเป็นเนื้องอกได้
3. มีการอ้างอิงศูนย์การแพทย์อิลลินอยส์ เมืองชิคาโก ในสหรัฐอเมริกา พบว่าการบริโภคเคซีน (โปรตีนจากนมวัว) ในหนูทดลองเพิ่มขึ้น เป็นการส่งเสริมทำให้เกิดมะเร็งเต้นนมมากขึ้น
โรคต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้นถ้าเกิดกับมนุษย์ก็จะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ฉะนั้นคนส่วนใหญ่จะไม่ตระหนักและเห็นผลได้ดีด้านเดียวว่านมวัวทำให้ร่างกายมนุษย์ใหญ่โตขึ้น ความจริงแล้วคนไทยสมัยก่อนไม่เคยดื่มนม เพิ่งจะมาเริ่มดื่มกันจริงก็ประมาณ 50-60 ปีมานี้เองที่ฝรั่งมาสอนและรณรงค์ให้ดื่ม และสมัยก่อนชาวสยามก็ได้รับโปรตีนและแคลเซียมจากอาหารอย่างอื่นโดยไม่ต้องดื่มนมวัว แต่เมื่อเริ่มดื่มนมวัวกันมากขึ้นก็ดูเหมือนว่าคนไทยเริ่มเป็นโรคเรื้อรังมากขึ้น และบริษัทขายยาก็ขายได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว
จากบันทึกของนายแพทย์มัลคอล์ม สมิธ เรื่อง "หมอฝรั่งในวังสยาม" โดยหมอสมิธเป็นแพทย์ชาวอังกฤษเข้ามารับราชการเป็นหมอหลวงในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้เขียนบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า
"ชาวสยามไม่ดื่มนมวัวทุกรูปแบบ การเลี้ยงปศุสัตว์ทุกรูปแบบไม่เป็นที่รู้จักกันในเอเชียตะวันออก ชาวจีน ญี่ปุ่น และอันโดจีน ไม่เคยแตะต้องนมเลย ตั้งแต่หย่านม กระนั้นก็ตาม พละกำลังและความแข็งแรงของร่างกายโดยทั่วไป ไม่ได้ด้อยกว่าพวกยุโรป"
คำถามชวนให้คิดต่อมาก็คืออะไรที่ทำให้ชาวสยามในอดีตมีพละกำลังแข็งแรงไม่ได้ด้อยกว่าพวกยุโรป โดยไม่ต้องดื่มนมวัว !
ที่มา : www.manager.co.th อันตรายจากนมวัว โดยพงษ์เทพ พัวพงษ์พันธุ์
update : 17/11/12
วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ไทยติดท็อปไฟว์โลก เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุทางถนน
นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ เปิดเผยว่า ปัญหาอุบัติเหตุจราจรคร่าชีวิตประชากรทั่วโลกมากถึงปีละ 1.3 ล้านคน บาดเจ็บและพิการอีกประมาณปีละ 50 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชากรวัยหนุ่มสาว อายุระหว่าง 15-29 ปี สำหรับประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเฉลี่ยปีละ 12,000 คน บาดเจ็บเฉลี่ยกว่า 1 ล้านคน ติดอันดับประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก รองจาก บราซิล เคนยา อินเดีย และ กัมพูชา
นพ.แท้จริง กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนมากขึ้น ซึ่งปีนี้ได้สนับสนุนกิจกรรมร่วมกับองค์การสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ
โดยประกาศให้วันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 3 เดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็น “วันรำลึกถึงเหยื่อผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” ของประเทศไทย ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 18 พ.ย. เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือเป็นแนวปฏิบัติในการร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น และเพื่อรำลึกถึงเหยื่อผู้สูญเสียอุบัติเหตุทางถนนของโลก
“สำหรับกิจกรรมวันรำลึกถึงเหยื่อผู้สูญเสียฯ มูลนิธิเมาไม่ขับได้ประสานกับภาคีเครือข่ายรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนต่างๆ จัดขบวนแห่ดอกไม้จันทน์จำนวน 10,172 ดอก เท่ากับจำนวนผู้เสียชีวิตในรอบปีที่ผ่านมา โดยผู้ร่วมขบวนนำโดยเหยื่อซึ่งเป็นผู้พิการจากอุบัติเหตุทางถนนและบุคคลในครอบครัว รวมไปถึงครอบครัวที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักจากอุบัติเหตุทางถนน เริ่มจากบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ผ่านเส้นราชดำเนิน และจะนำดอกไม้จันทน์ไปวางรวมกันที่ด้านหน้าสำนักงานยูเอ็น เพื่อแสดงความอาลัย” นพ.แท้จริง กล่าว
ที่มา : www.manager.co.th
update : 14/11/12
วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555
รับมือโรคหลงลืม ..... สมองเสื่อมก่อนจะสาย
โรคหนึ่งที่มักมากับอายุที่เพิ่มขึ้นก็คือ โรคสมองเสื่อม โดย พญ.ดาวชมพู นาคะวิโร เปิดเผยว่า จากการวิจัยพบว่าอัตราการเกิดโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุไทยมีเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้นจากร้อยละ 1 ในช่วงอายุ 60-64 ปี เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 31 หรือเกือบ 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 90 ปีขึ้นไป
สำหรับการรับมือกับโรคสมองเสื่อมนั้น พญ.ดาวชมพูระบุว่า การหาความรู้ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคทั้งลักษณะสาเหตุ อาการ วิธีป้องกัน และรักษาโรคสมองเสื่อม สามารถที่จะนำไปสู่การดูแลตนเองตามที่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อป้องกันภาวะเสื่อมของสมองหรือชะลอการเสื่อมได้ โดยอันดับแรกที่ควรรู้คือ รู้ว่าโรคนี้คืออะไร ซึ่ง พญ.ดาวชมพูอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า โรคสมองเสื่อมคือ ความเสื่อมของสมองที่ทำให้สมองมีการทำงานเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ซึ่งโดยทั่วไปสมองจะทำงาน 4 หน้าที่หลัก คือ จำ คิด พูด ทำ
ในรายที่มีภาวะสมองเสื่อมจะสังเกตได้ว่าการทำงานของสมองด้านใดด้านหนึ่งใน 4 หน้าที่นี้ผิดปกติไป เช่น ความจำไม่ดี คิดไม่ต่อเนื่อง พูดซ้ำ ถามซ้ำหรือเรียกชื่อไม่ถูก
และมีพฤติกรรมไม่หมาะสม โดยเฉพาะเรื่องความจำที่เป็นอาการหลักของโรคสมองเสื่อม เมื่อผิดปกติก็นำไปสู่ความบกพร่องของด้านอื่นๆ ด้วย จึงควรทำความเข้าใจปัญหานี้ก่อน เพราะปัญหาความจำ หรือการหลงลืม จริงๆ แล้วก็พบในคนปกติด้วย จึงควรแยกให้ได้ว่าลืมแบบไหนถึงจะคิดถึงโรคสมองเสื่อม
สาเหตุที่ทำให้คนเราหลงลืม หลัก ๆ ก็จะมีอยู่ 2 อย่าง ถ้าจำง่ายๆ แยกคำออกมา 'หลง' คือขาดสติ หรือขาดความรู้ตัวไปชั่วขณะ
ทำให้ไม่สามารถรับรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ จึงดูเหมือนความจำหายไป แต่สมองส่วนเก็บข้อมูลยังเป็นปกติ ส่วนคำว่า 'ลืม' นั้นคือความจำหายไป เพราะสมองส่วนที่เก็บข้อมูลทำงานบกพร่อง
ซึ่งทำให้ผู้มีภาวะสมองเสื่อมจะลืมสิ่งที่เรียนรู้ช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รับประทานอาหารแล้ว แต่พอถามอีกทีว่าทานข้าวหรือยังก็จำไม่ได้เลย หรือบางคนเป็นมากขนาดไปเที่ยวต่างประเทศมาหลายวัน
พอกลับมาแล้วถามว่าไปไหนมาบ้างก็จำไม่ได้แล้ว แต่ในคนทั่วไปที่ยังไม่ได้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม อาจจะมีอาการหลงลืมชั่วคราวได้ เช่น วางของแล้วใจลอยคิดถึงเรื่องอื่น ก็จะทำให้จำไม่ได้ว่าวางของไว้ที่ไหน
พญ.ดาวชมพูให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ส่วนความผิดปกติที่แสดงออกมาอื่นๆ ที่น่าห่วงคือ ในรายที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ “ผลของโรคสมองเสื่อมอาจจะทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมเช่น เดิมเป็นคนเรียบร้อยแต่ปัจจุบันขี้หงุดหงิด เสียงดัง โวยวาย ทำอะไรที่ต่างจากเดิมชัดเจน ที่พฤติกรรมเปลี่ยนอาจเกิดมาจากโรคทางด้านอารมณ์ที่แทรกซ้อน หรือเกิดจากสมองส่วนที่ควบคุมความคิด
การกระทำให้เหมาะสม มีความยับยั้งชั่งใจเสียไป จนเกิดพฤติกรรมแปลกกว่าที่เคยทำ เช่นมีความก้าวร้าวและคุกคามผู้อื่นมากขึ้น ทำให้ญาติหรือผู้ดูแลหนักใจได้”
สำหรับการเกิดโรคสมองเสื่อมนั้น พญ.ดาวชมพูให้ความรู้ว่า มีสาเหตุ 2 ประการ คือ สาเหตุที่แก้ไขได้ เช่น การติดเชื้อโรคบางอย่าง ปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนไทรอยด์ไม่สมดุลและขาดวิตามิน ซึ่งถ้าได้รับการตรวจรักษาก็จะทำให้อาการดีขึ้นได้ สำหรับสาเหตุอีกประการนั้นแก้ไขไม่ได้ เนื่องจากความเสื่อมตามวัย หรือสมองมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถคืนกลับสภาพเดิม
ซึ่งโรคที่พบบ่อย 2 อันดับแรก คือ โรคอัลไซเมอร์และโรคหลอดเลือดสมอง หรืออื่นๆ เช่น โรคสมองเสื่อมที่แทรกซ้อนจากโรคพาร์กินสัน โรคสมองเสื่อมจากสมองส่วนหน้าและสมองด้านข้างฝ่อ เป็นต้น
ส่วนการรักษาที่มักมีคนถามว่า เป็นแล้วจะหายหรือไม่นั้น พญ.ดาวชมพูระบุว่า หากตรวจพบเร็วและรีบรักษาก็จะช่วยชะลอความเสื่อมได้ ซึ่งวิธีรักษาก็ขึ้นอยู่กับอาการและระดับความเสื่อม โดยอาจใช้ยาที่ชะลอการเสื่อมช่วย หรือใช้ยาเพื่อช่วยลดปัญหาพฤติกรรม แต่ที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันไม่ให้สมองเสื่อมเร็วขึ้น เช่น ควบคุมอาหาร ให้ระดับน้ำตาล ไขมัน และความดันให้เป็นปกติ
โดยเฉพาะรายที่เป็นโรคสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ยังต้องมีการกระตุ้นสมอง ซึ่งเปรียบเทียบเหมือนการออกกำลังกายที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง โดยใช้กิจกรรมบำบัด
เช่น ฝึกความจำด้วยการเล่นเกม ไพ่จับคู่ รวมถึงการปรับสิ่งแวดล้อม จัดบ้านให้เป็นระเบียบ มีที่เก็บของเป็นที่เป็นทางก็จะช่วยให้ลดปัญหาหลงลืมได้
สำหรับผู้ใกล้ชิดที่ต้องดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมนั้น พญ.ดาวชมพูแนะนำว่า ให้ใช้ความรัก ความเข้าใจ และความอดทน ซึ่งนอกจากการดูแลทางร่างกายและประคับประคองอาการแล้ว
ยังต้องดูแลทางด้านจิตใจของผู้ป่วยและตัวผู้ดูแลเองอีกด้วย เพราะดังที่กล่าวมาแล้วว่า การรักษาโรคสมองเสื่อมเป็นการประคับประคองหรือชะลออาการ ดังนั้นแม้ความจำของผู้ป่วยจะไม่เหมือนเดิม
แต่ผู้ป่วยก็สามารถรู้สึกดีขึ้นและมีความสุขกับการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ได้อย่างมีคุณค่า ซึ่งก็ทำให้คนดูแลและผู้ป่วยอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
สำหรับแนวทางการป้องกันโรคสมองเสื่อมไม่ให้เกิดก่อนวัยอันควรนั้น สามารถทำได้โดยผ่านกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันปกติ ซึ่งมีคำแนะนำดังนี้ 1.อาหารกาย รับประทานน้ำให้เพียงพอ
ประมาณ 8 แก้วต่อวัน รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ และควบคุมอาหารที่มีผลต่อเส้นเลือดสมองดังที่กล่าวมาแล้ว 2.อาหารใจ เลือกรับข้อมูลข่าวสารที่ทำให้ตนเองสบายใจ
ดูแลจิตใจให้มีความสุข มีเมตตา และปรารถนาดีกับผู้อื่น เพราะการจมอยู่กับความรู้สึกไม่ดี ความเครียด ทำให้มีการหลั่งสารเคมีที่ทำลายเนื้อสมองได้ 3.ฝึกสติ คอยรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าขณะนี้กำลังทำอะไร และใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ทำให้การเก็บข้อมูลที่จะนำไปสู่ความจำดีขึ้น ทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นการป้องกันภาวะหลงลืมได้.
ที่มา : www.thaipost.net

"อัลไซเมอร์" โรคใกล้ตัวของผู้สูงอายุ
คงต้องยอมรับว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้้ที่อยู่ยั่งยืนเป็น "อมตะ" ตลอดกาล เพราะทุกชีวิตต้องมี เกิด แก่เจ็บ และตาย ตามวัฏสงสารที่ถูกกำหนดไว้อย่างจริงแท้และแน่นอนตามกฎของธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่หลายคนค่อนข้างให้ความวิตกกังวลอยู่ไม่น้อยก็คือ การเจ็บไข้ได้ป่วยต่าง ๆ ที่มักมาเยี่ยมเยือนพร้อมกับอายุที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ และหนึ่งในโลกที่กำลังเป็นปัญหาของบรรดาผู้สูงอายุในขณะนี้ก็คือ "อัลไซเมอร์"
ทั้งนี้ เนื่องจากผลพวงจากโรคนี้จะส่งผลทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบความจำที่เลือนหายไป.......... จากคุณพ่อที่ทำงานได้เก่งมากหรือคุณแม่ที่เป็นแม่ครัวชั้นหนึ่งของบ้าน แต่ในวันนี้ลืมแม้กระทั่งวิธีจะยกช้อนกินข้าว
ปัจจุบันมีการศึกษาของกระทรวงสาธารณสุขสำรวจพบว่า มีคนไทยเป็นโรคสมองเสื่อมหรือที่เรียกว่า "อัลไซเมอร์" ประมาณ 218,000 คน และได้มีการคาดการณ์ในอนาคต จะมีผู้สูงอายุที่มีปัญหาจากกลุ่มอาการสมองเสื่อม เพิ่มขึ้นในอัตราประมาณ 3.4 เปอร์เซ็นต์ และเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณ 2 เท่า ในขณะที่คนอเมริกันกว่า 4.5 ล้านคนเป็นโรคอัลไซเมอร์ และเพิ่มขึ้นมากกว่า 4.5 ล้านคนเป็นโรคอัลไซเมอร์และเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่านับจากปี ค.ศ.1980
จากการสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ประชากรทุก 1 ใน 10 คน มีผู้ป่วยด้วยโรคอัลไวเมอร์อยู่ในครอบครัว โดยเฉพาะโรคอัลไซเมอร์จะมีโอกาสสูงที่จะเกิดกับผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป
สาเหตุของโรคนี้นั้นเกิดจากเซลล์สมองที่มีอยู่ได้เสื่อมสภาพลง เพราะสมองของมนุษย์เรานั้นเปรียบเสมือนเครื่องจักร เมื่อมีการใช้งานนานหลายปีก็จะเสื่อมสภาพลงจนไม่สามารถใช้งานได้กลายมาเป็นโรคอัลไซเมอร์ในที่สุด ซึ่งจะส่งผลทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลการบริหารจัดการในสิ่งต่าง ๆ ได้ เช่น การวางแผน การตัดสินใจ ว่าควรจะทำสิ่งนี้หรือไม่ควรทำ รวมทั้งการเรียกชื่อ การสร้างประโยค หรือในส่วนที่เรียกว่า Executive Function หายไป
สำหรับสิ่งที่จะบ่งบอกได้ว่าเราเป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือไม่นั้น น.พ.สุนัย บุษราคัมวงษ์ แพทย์สาขาอายุรแพทย์โรงพยาบาลผู้สูงอายุ กล้วยน้ำไท ได้บอกว่า ก่อนที่แพทย์จะทำการวินิจฉัยผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ จะต้องเริ่มจากการศึกษาโครงสร้างของสมองก่อน เพราะโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่เกี่ยวกับสมองของคนเราโดยตรง
ทั้งนี้ สมองคนเรานั้นจะมีทั้งหมดด้วยกัน 4 ส่วน ถ้าสมองส่วนใดมีปัญหาก็จพทำให้การรับรู้ส่วนนั้นมีปัญหาไปด้วย และทางเจ้าหน้าที่และทีมแพทย์ก็จะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง ซึ่งดดยปกติสมองจะมี 4 ส่วนด้วยกัน คือ
- สมองซีกซ้าย ซึ่งเป็นสมองส่วนที่เด่น จะทำหน้าที่ในการเรียนรู้ในเรื่องของภาษา กาารคิดคำนวณ ถ้าสมองซีกซ้ายเกิดการชำรุด หรือเสื่อมไปก็จะส่งผลให้ไม่สามารถใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง เช่น เห็นพี่ชายคนโต รู้ว่าเป็นพี่ชายคนโตแต่ก็ยังเรียกชื่อผิด ถึงเจ้าตัวจะบอกแต่ก็ยังเรียกผิดอยู่
- สมองซีกขวา เป็นส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการคิดในเรื่องระยะทาง หรือจินตนาการ ถ้าผูป่วยที่สสมองส่วนกลางมองส่วนนี้มีปัญหา จะทำให้ไม่สามารถจดจำสถานที่ที่เคยไปเป็นประจำได้ หรือการหลงทิศ เช่นเมื่อเดินไปที่ไหนเป็นประจำแต่มีอยู่วันหนึ่งไม่สามารถจำทางกลับบ้านได้
- สมองส่วหน้า ทำหน้าที่เรียนรู้สิ่งใหม่่ รวมทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ถ้าผู้ป่วยมัปัญหาเกี่ยวกับสมองส่วนหน้า จะไม่สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับข้อมูลใหม่ ๆ ได้ และจะลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปสด ๆ ร้อน ๆ
- สมองส่วนกลาง ถือว่าเป็นส่วนที่ใช้ในการจดจำสิ่งต่าง ๆ ถ้าสมองส่วนนี้มีปัญหาจะส่งผลให้ผู้ป่วยไม่สามารถทพอะไรต่าง ๆ ได้ เช่น ไม่สามารถจดจำวิธีการต้มมาม่าที่ตัวเองต้มรับประทานอยู่เป็นประจำ
รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงอารมณ์และพฤติกรรมอย่างรวดเร็ว อาจจะมีอารมณ์หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า วิตกกังวล สับสนกระวนกระวายมากขึ้น ถ้าหากว่าในบ้านของคุณมีผู้สูงอายุที่เข้าข่ายในอาการเหล่านี้นั้น ควรที่จะพาไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อทำการรักษา
คำถามที่ตามมาก็คือ แล้าเราจะมีวิธีบำบัดรักษาผู้สูงอายุที่ป่วยเป็น "โรคอัลไซเมอร์" ได้อย่างไร
ในเรื่องนี้ นิรุทต์อมรคณารัตน์ นักกิจกรรมบำบัด บอกว่า ไม่ามารถรักษาให้หายขาดได้ หน้าที่ของการรักษานั้น มีเพียงแต่ทุเลาอาการให้น้อยลง และให้ผู้ป่วยนั้นสามารถช่วยเหลืือตัวเองได้เท่านั้นเอง
สำหรับวิธีการรักษาก็คือ เจ้าหน้าที่จะให้ผู้ป่วยได้ทำกิจกรรมที่เคยทำอยู่เป็นประจำมาใช้ในการรักษา ก็คือ การให้ผู้ป่วยได้ฝึกการเล่นไพ่ เพราะการเล่นไพ่จะเป็นการฝึกให้ผู่ป่วยได้ใช้ความคิด ซึ่งเปรีบเสมือนการบริหารสมองให้ได้คิด และไม่น่าเบื่อ
นอกจากนั้น วิธีที่น่าสนใจอีกวิธีก็คือ เจ้าหน้าที่จะใช้วิธีการบำบัดเป็นระบบ ซึ่งวิธีการรักาาแบบเป็นระบบนี้เจ้าหน้าที่จะคอยบอกผู้ป่วยที่ละขั้นตอนว่าจะทำอะไร เช่น การทานข้าว เพราะผู้ที่เป็นโรคนี้จะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ดังนั้นจึงต้องแนะนำวิธีการทานข้าวเป็นขั้นเป็นตอน โดยเริ่มจากการใช้ช้อนตักข้าว จนถึงการนำข้าวรับประทาน
การรักษาด้วยวิธีนี้จะทำให้ผู้สูงอายุไม่หงุดหงิดและมีความสุขเมท่อตัวเองสามารถทำสิ่งที่เจ้าหน้าที่บอกได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การดูแลผู้สูงอายุที่เป็นโรคนี้ ผู้ดูแลจะต้องมีความอดทน และเข้าใจว่าเป็นอาการของโรคไม่ได้แกล้ง ต้องมีความระมัดระวังและใช้ความใกล้ชิดในการดูแล เพราะผู้สูงอายุจะเดินออกจากบ้านแล้วหายไปเลย เพราะกลับบ้านไม่ถูก และสิ่งที่สำคัญที่สุดจะต้องไม่ใช้คำพูดที่กระตุ้นในส่ิงที่สะเทอนใจ เพียงเท่านี้ท่านก็จะอยู่กับลูกหลานไปได้อีกนาน
ที่มา : www.mamager.co.th
update : 12/10/2555
วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555
แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายมตรฐานของคณะกรรมการนานาชาติ
สมรรถภาพทางกายที่ดีเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และประกอบภารกิจประจำวัน หรือออกกำลังกาย เล่นกีฬาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่จะทำให้ร่างกายมีสมรรถภาพที่ดีได้นั้นต้องอาศัยการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเป็นประจำสม่ำเสมอ นอกจากนั้นควรมีโภชนาการที่ดีด้วย
การทดสอบสมรรถภาพทางกาย เป็นวิธีที่จะบ่งบอกถึงสภาพความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายหรือการมีสมรรถภาพทางกายแต่ละด้านดีมากน้อยเพียงใด ในปี ค.ศ.1964 (พ.ศ.2507) ที่นครโตเกียว ในระหว่างที่มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 19 ได้มีการตั้งคณะกรรมการนานาชาติ เพื่อจัดมาตรฐานการทดสอบความสมบูรณ์ทางกาย ( ICSPFT : International Committee for Standardization of Physical Fitness Test ) เพื่อทำการศึกษาหาแบบทดสอบความสมบูรณ์ทางกายที่จะใช้เป็นมาตรฐานทั่วโลก คือทั่วโลกมีการทดสอบไปในแนวเดียวกัน เพื่อจะได้นำมาเปรียบเทียบกันระหว่างชาติต่าง ๆ ได้ ซึ่งในสมัยนั้นมี ศ.นพ.อวย เกตุสิงห์ เป็นกรรมการร่วมอยู่ด้วย ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ได้ศึกษาวิจัยรวบรวมข้อมูลนาน 8 ปี จึงได้นำข้อยุติของการทดสอบสมรรถภาพทางกายที่เป็นมาตรฐานออกมาใช้ ในปี ค.ศ.1972 (พ.ศ.2515) ได้นำไปทดสอบทั่วโลกโดยถือเป็นการทดสอบสมรรถภาพทางกายพื้นฐาน (Basic physical performance)
ความหมายสมรรถภาพทางกาย หมายถึงความสามารถของร่างกายในการประกอบกิจกรรม หรือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นระยะเวลานาน ๆ โดยไม่อ่อนล้า และเมื่อประกอบกิจกรรมนั้น ๆ เสร็จแล้ว ร่างกายสามารถกลับคืนสู่สภาพปกติได้อย่างรวดเร็ว และยังมีพละกำลังเหลือพอที่จะกระทำกิจกรรมในเวลาว่าง และเผชิญกับสถานการณ์คับขันได้เป็นอย่างดี
องงค์ประกอบสมรรถภาพทางกาย
สมรรถภาพทางกาย ประกอบด้วย 2 ส่วน ดังนี
กล้ามเนื้อ (Muscular Endurance) ความอ่อนตัว (Fexibility) ความ
ทนทานของระบบหายใจ และระบบการไหลเวียนเลือด (Cardio
Respiratory Endurance) สัดส่วนร่างกาย (Body Composition)
หลักในการออกกำลังกาย
การออกกำลังกาย เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตทางร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยเด็ก และวัยรุ่น การออกกำลังกายจะทำให้กระดูก และกล้ามเนื้อ ส่วนต่าง ๆ มีการเจริญและพัฒนาขึ้นทั้งความยาว และความหนา เนื่องจากมีการเพิ่ม การสะสมแร่ธาตุ (แคลเซียม) ในกระดูกทำให้กระดูกมีความแข็งแรง เพิ่มมากขึ้น
การออกกำลังกายที่กระทำโดยถูกต้องจะให้คุณค่าแก่ร่างกายมาก โดยเฉพาะเด็ก ๆ และ เยาวชน จะทำให้ร่างกายเติบโตสมวัย ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย มักมีร่างกายเล็ก แคระแกรน และขี้โรค ใน วัยหนุ่มสาว การออกกำลังกายจะช่วยให้ ระบบประสาทและจิตใจทำงานได้ดีเป็นปกติ ในวัยสูงอายุ การออกกำลังกายจะช่วยป้องกัน และรักษาอาการ หรือโรคที่เกิดในวัยชรา เช่น อาการเมื่อย อาการท้องผูกเป็นประจำ ตลอดจนความรู้สึกวิงเวียนหน้ามืด และการไหลเวียนโลหิตไม่เพียงพอ
การออกกำลังกาย ควรจะปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ เพราะ
การออกกำลังกาย จะช่วยเพิ่มสมรรถภาพให้แก่ร่างกาย คือ ทำให้อวัยวะทุกส่วนมี ความแข็งแรงช่วยเพิ่ม ภูมิต้านทานโรค และช่วยทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นด้วย
การออกกำลังกาย เพื่อมุ่งให้เกิดสมรรถภาพทางกายจะต้องเป็นการฝึกในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ความอ่อนตัว ความสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาท และกล้ามเนื้อ การทรงตัว ความยืดหยุ่นรวมทั้งความอดทนของการทำงาน ของปอด และหัวใจ ซึ่งจะมีผลต่อ ความเหนื่อยช้าหรือเร็วของบุคคลด้วย
ความสำคัญของสมรรถภาพทางกาย
สมรรถภาพทางกายมีความสำคัญต่อการปรับปรุงคุณภาพชีวิตเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้มนุษย์ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลของการเป็นผู้ทีมีประสิทธิภาพทางกายที่ดี คือลดอัตรา การเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจเพิ่มพูนประสิทธิภาพของระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบการหายใจ ระบบการย่อยอาหาร ฯลฯ ทำให้รูปร่าง และสัดส่วนของ ร่างกายดีขึ้น ช่วยควบคุมมิให้น้ำหนักเกิน หรือควบคุมไขมันในร่างกาย ช่วยลดความดันโลหิตสูง ช่วยลดไขมันเลือด เพิ่มความคล่องตัว เกิดประสิทธิภาพ ในการทำงาน
หลักการจำแนกสมรรถภาพทางกายพื้นฐาน
1.ความเร็ว (Speed) หมายถึง ความสามารถของกล้ามเนื้อที่สามารถทำงาน หรือเคลื่อนที่ซ้ำ ๆ กัน ได้อย่างรวดเร็ว
2.พลังกล้ามเนื้อ (Muscle power) หมายถึง ความสามารถของกล้ามเนื้อที่หดตัวได้แรง และทำให้วัตถุหรือร่างกายเคลื่อนที่ออกไปเป็นระยะทางมากที่สุดภายในเวลาจำกัด
3.ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscle strength) หมายถึง ความสามารถของกล้ามเนื้อที่หดตัว เพื่อเคลื่อนน้ำหนักหรือต้านน้ำหนักเพียงครั้งเดียวโดยไม่จำกัดเวลา
4.ความอดทนของกล้ามเนื้อ (Muscle endurance) หมายถึง ความสามารถของกล้ามเนื้อที่ทำงานได้นานโดยไม่เสื่อมประสิทธิภาพ
5.ความแคล่วคล่องว่องไว (Agility) หมายถึง ความสามารถของร่างกายในการควบคุมการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและตรงเป้าหมาย
6.ความอ่อนตัว (Flexibility) หมายถึง ความสามารถของร่างกายในการเคลื่อนไหวให้ได้มุมของการเคลื่อนไหวอย่างเต็มที่ของข้อต่อแต่ละข้อ
7.ความอดทนทั่วไป (General endurance) หมายถึง ความสามารถของระบบหายใจและไหลเวียนเลือดที่ทำงานได้นานต่อเนื่องอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่
หลักในการทดสอบสมรถภาพทางกายมาตรฐานของคณะกรรมการนานาชาติ
รายการที่ 1 วิ่งเร็ว 50 เมตร (50 Meters Sprint)
การทดสอบสมรรถภาพทางกาย เป็นวิธีที่จะบ่งบอกถึงสภาพความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายหรือการมีสมรรถภาพทางกายแต่ละด้านดีมากน้อยเพียงใด ในปี ค.ศ.1964 (พ.ศ.2507) ที่นครโตเกียว ในระหว่างที่มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 19 ได้มีการตั้งคณะกรรมการนานาชาติ เพื่อจัดมาตรฐานการทดสอบความสมบูรณ์ทางกาย ( ICSPFT : International Committee for Standardization of Physical Fitness Test ) เพื่อทำการศึกษาหาแบบทดสอบความสมบูรณ์ทางกายที่จะใช้เป็นมาตรฐานทั่วโลก คือทั่วโลกมีการทดสอบไปในแนวเดียวกัน เพื่อจะได้นำมาเปรียบเทียบกันระหว่างชาติต่าง ๆ ได้ ซึ่งในสมัยนั้นมี ศ.นพ.อวย เกตุสิงห์ เป็นกรรมการร่วมอยู่ด้วย ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ได้ศึกษาวิจัยรวบรวมข้อมูลนาน 8 ปี จึงได้นำข้อยุติของการทดสอบสมรรถภาพทางกายที่เป็นมาตรฐานออกมาใช้ ในปี ค.ศ.1972 (พ.ศ.2515) ได้นำไปทดสอบทั่วโลกโดยถือเป็นการทดสอบสมรรถภาพทางกายพื้นฐาน (Basic physical performance)
จากกิจกรรมของคณะกรรมการ มีการศึกษาวิจัยมากมาย และมีการรวมกันเป็นกลุ่ม จึงมีความคิดเห็นร่วมกันว่าควรร่วมมือวิจัยกันอย่างต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนชื่อคณะกรรมการภายหลังเป็นคณะกรรมการนานาชาติเพื่อวิจัยความสมบูรณ์ทางกาย (ICPFR: International Committee on Physical Fitness Research)
สำหรับประเทศไทยการทดสอบแบบ ICSPFT ได้ทำการทดสอบครั้งแรกประมาณปี พ.ศ. 2515 โดยช่วงแรกทำการทดสอบที่โรงเรียน มาร์แตร์เดอีวิทยาลัย และโรงเรียนสวนบัว รวมทั้งทำการทดสอบในนักกีฬาไทยด้วย ซึ่งวิธีการดังกล่าวถูกนำมาใช้ทดสอบและประเมินสมรรถภาพทางกาย เด็ก เยาวชน และประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะวิธีการ อุปกรณ์ทดสอบไม่ยุ่งยาก สามารถทำได้กับกลุ่มคนเป็นจำนวนมาก
องงค์ประกอบสมรรถภาพทางกาย
สมรรถภาพทางกาย ประกอบด้วย 2 ส่วน ดังนี
- สมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ (Health Related Fitness) เป็นสมรรถภาพทางกายพื้นฐานที่ช่วยให้บุคคลมีสุขภาพดี ไม่เจ็บป่วยง่าย เนื่องจากร่างกายมรภูมิคุ้มกันโรค ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ประกอบด้วย
กล้ามเนื้อ (Muscular Endurance) ความอ่อนตัว (Fexibility) ความ
ทนทานของระบบหายใจ และระบบการไหลเวียนเลือด (Cardio
Respiratory Endurance) สัดส่วนร่างกาย (Body Composition)
- สมรรถภาพทางกลไกล (Motor Fitness or Skill-Related Fitness) เป็นสมรรถภาพทางกาย ด้านทักษะ สมรรถภาพทางกลไกลเกี่ยวโยงกับทักษะพื้นฐานของการกระทำที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย
ความทนทาน (Endurance) พลัง (Power) ความแข็งแรง (Strength)
ความคล่องแคล่วว่องไว (Agility) ความอ่อนตัว (Fexibility)
การทรงตัว (Balance)
หลักในการออกกำลังกาย
การออกกำลังกาย เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตทางร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยเด็ก และวัยรุ่น การออกกำลังกายจะทำให้กระดูก และกล้ามเนื้อ ส่วนต่าง ๆ มีการเจริญและพัฒนาขึ้นทั้งความยาว และความหนา เนื่องจากมีการเพิ่ม การสะสมแร่ธาตุ (แคลเซียม) ในกระดูกทำให้กระดูกมีความแข็งแรง เพิ่มมากขึ้น
การออกกำลังกายที่กระทำโดยถูกต้องจะให้คุณค่าแก่ร่างกายมาก โดยเฉพาะเด็ก ๆ และ เยาวชน จะทำให้ร่างกายเติบโตสมวัย ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย มักมีร่างกายเล็ก แคระแกรน และขี้โรค ใน วัยหนุ่มสาว การออกกำลังกายจะช่วยให้ ระบบประสาทและจิตใจทำงานได้ดีเป็นปกติ ในวัยสูงอายุ การออกกำลังกายจะช่วยป้องกัน และรักษาอาการ หรือโรคที่เกิดในวัยชรา เช่น อาการเมื่อย อาการท้องผูกเป็นประจำ ตลอดจนความรู้สึกวิงเวียนหน้ามืด และการไหลเวียนโลหิตไม่เพียงพอ
การออกกำลังกาย ควรจะปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ เพราะ
การออกกำลังกาย จะช่วยเพิ่มสมรรถภาพให้แก่ร่างกาย คือ ทำให้อวัยวะทุกส่วนมี ความแข็งแรงช่วยเพิ่ม ภูมิต้านทานโรค และช่วยทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นด้วย
การออกกำลังกาย เพื่อมุ่งให้เกิดสมรรถภาพทางกายจะต้องเป็นการฝึกในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ความอ่อนตัว ความสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาท และกล้ามเนื้อ การทรงตัว ความยืดหยุ่นรวมทั้งความอดทนของการทำงาน ของปอด และหัวใจ ซึ่งจะมีผลต่อ ความเหนื่อยช้าหรือเร็วของบุคคลด้วย
ความสำคัญของสมรรถภาพทางกาย
สมรรถภาพทางกายมีความสำคัญต่อการปรับปรุงคุณภาพชีวิตเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้มนุษย์ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลของการเป็นผู้ทีมีประสิทธิภาพทางกายที่ดี คือลดอัตรา การเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจเพิ่มพูนประสิทธิภาพของระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบการหายใจ ระบบการย่อยอาหาร ฯลฯ ทำให้รูปร่าง และสัดส่วนของ ร่างกายดีขึ้น ช่วยควบคุมมิให้น้ำหนักเกิน หรือควบคุมไขมันในร่างกาย ช่วยลดความดันโลหิตสูง ช่วยลดไขมันเลือด เพิ่มความคล่องตัว เกิดประสิทธิภาพ ในการทำงาน
หลักการจำแนกสมรรถภาพทางกายพื้นฐาน
1.ความเร็ว (Speed) หมายถึง ความสามารถของกล้ามเนื้อที่สามารถทำงาน หรือเคลื่อนที่ซ้ำ ๆ กัน ได้อย่างรวดเร็ว
2.พลังกล้ามเนื้อ (Muscle power) หมายถึง ความสามารถของกล้ามเนื้อที่หดตัวได้แรง และทำให้วัตถุหรือร่างกายเคลื่อนที่ออกไปเป็นระยะทางมากที่สุดภายในเวลาจำกัด
3.ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscle strength) หมายถึง ความสามารถของกล้ามเนื้อที่หดตัว เพื่อเคลื่อนน้ำหนักหรือต้านน้ำหนักเพียงครั้งเดียวโดยไม่จำกัดเวลา
4.ความอดทนของกล้ามเนื้อ (Muscle endurance) หมายถึง ความสามารถของกล้ามเนื้อที่ทำงานได้นานโดยไม่เสื่อมประสิทธิภาพ
5.ความแคล่วคล่องว่องไว (Agility) หมายถึง ความสามารถของร่างกายในการควบคุมการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและตรงเป้าหมาย
6.ความอ่อนตัว (Flexibility) หมายถึง ความสามารถของร่างกายในการเคลื่อนไหวให้ได้มุมของการเคลื่อนไหวอย่างเต็มที่ของข้อต่อแต่ละข้อ
7.ความอดทนทั่วไป (General endurance) หมายถึง ความสามารถของระบบหายใจและไหลเวียนเลือดที่ทำงานได้นานต่อเนื่องอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่
หลักในการทดสอบสมรถภาพทางกายมาตรฐานของคณะกรรมการนานาชาติ
รายการที่ 1 วิ่งเร็ว 50 เมตร (50 Meters Sprint)
อุปกรณ์
- นาฬิกาจับเวลา อ่านละเอียด 1/100 วินาที
- ทางวิ่ง 50 เมตร มีเส้นเริ่มและเส้นชัย
- อุปกรณ์ปล่อยตัว เช่น โบกธงสีขาว
เจ้าหน้าที่
- ผู้ปล่อยตัว
- ผู้จับเวลา
- ผู้บันทึก
วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง รายวิชา พ 33101 สุขศึกษา 5
เนื้อหาสาะ
กิจกรรมการเรียนการสอน
แหล่งเรียนรู้
ห้องสมุดโรงเรียน
ห้องสมุดประชาชน
ออนไลน์
www.bbc.co.uk/science/humanbody
www.learninggamesforkids.com/health-gan
www.thaigoodview.com
www.thaihealth.or.th
www.vimanloy.com
http://kruyongyuth.blogspot.com
- อธิบายกระบวนการสร้างเสริมและดำรงประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ
- วางแผนดูแลสุขภาพตามภาวะการเจริญเติบโตและพัฒนาการของตนเองปละบุคคลในครอบครัว
- วิเคราะห์อิทธิพลของครอบครัว เพื่อน สังคม และวัฒนธรรมที่มีผลต่อพฤติกรรมทางเพศและการดำเนินชีวิต
- วิเคราะห์ค่านิยมในเรื่องเพศตามวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมอื่น ๆ
- เลือกใช้ทักษะที่เหมาะสมในการป้องกัน ลดความขัดแย้ง และแก้ปัญหาเรื่องเพศและครอบครัว
- วิเคราะห์สาเหตุและผลของความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างนักเรียนหรือเยาวชนในชุมชน และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา
- วิเคราะห์บทบาทและความรับผิดชอบของบุคคลที่มีต่อการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในชุมชน
- วิเคราะห์อิทธิพลของสื่อโฆษณาเกี่ยวกับสุขภาพเพื่อการบริโภค
- ปฏิบัติตามสิทธิผู้บริโภค
- วิเคราะห์สาเหตุและเสนอแนวทางการป้องกันการเจ็บป่วยและการตายของคนไทย
เนื้อหาสาะ
- ระบบอวัยวะ
- ทักษะชีวิต
- เพศที่แตกต่าง
- สุขภาพดีสร้างได้
- สิทธิผู้บริโภค
กิจกรรมการเรียนการสอน
- บรรยาย
- อภิปราย
- ซักถาม
- บันทึก
- สาธิตทำงานกลุ่ม
- รายงานการค้นคว้า
- วิเคราะห์กรณีศึกษา
แหล่งเรียนรู้- หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐานสุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
- หนังสือพิมพ์รายวัน
- วารสารใกล้เหมอ
- วารสารหมอชาวบ้าน
- สิ่งพิมพ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข
- กรณีศึกษาทางการแพทย์และสาธารณสุข
ห้องสมุดโรงเรียน
ห้องสมุดประชาชน
ออนไลน์
www.bbc.co.uk/science/humanbody
www.learninggamesforkids.com/health-gan
www.thaigoodview.com
www.thaihealth.or.th
www.vimanloy.com
http://kruyongyuth.blogspot.com
วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
สื่อการเรียนรู้ สำหรับห้องเรียนแห่งอนาคต
สื่อการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะช่วยสร้างความเข้าใจเนื้อหาของบทเรียนตรงกันระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน เป็นสิ่งที่จะช่วยเสริมให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงที่เป็นรูปธรรม
ในการจัดการเรียนรู้นั้นครูผู้สอนต้องเป็นครูยุคใหม่ ต้องเลือกสรรและใช้รูปแบบและวิธีการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย หมั่นศึกษาเรียนรู้สื่อใหม่ ๆ เพื่อนำมาใช้กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ศึกษาหาความรู้อย่างกว้างขวางและทันสมัย รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล สามารถแก้ไขปัญหาและมีทักษะในเชิงปฏิบัติ มีการสร้างแรงจูงใจ สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น และกระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งหลายคนทราบดีว่าธรรมชาติของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กปฐมวัยหรือประถมศึกษานั้นชอบ “เล่น” การจัดการเรียนรู้จึงต้องสอดคล้องกับความต้องการและวัยของผู้เรียน เมื่อเด็กชอบเล่นครูควรใช้ “การเล่น” มาเป็นสื่อในการถ่ายทอดความรู้ โดยครูต้องมีวัสดุอุปกรณ์ และจัดกิจกรรมให้เด็กได้มีส่วนร่วม เพื่อสร้างจิตนาการและความคิดสร้างสรรค์ต่าง ๆ สื่อที่ใช้ต้องสามารถเป็นตัวกระตุ้นความสนใจของเด็กในเรื่องที่จะเรียน เมื่อเด็กเกิดความสนใจก็จะเกิดความพยายามเรียนรู้เรื่องนั้น ๆ แล้ว การให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยการร่วมกิจกรรมและลงมือปฏิบัติถือเป็นวิธีการที่ดีที่จะช่วยให้เด็กเกิดความรู้ติดตัวที่คงทนและยั่งยืน
โดยจากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ต่างกันทำให้จดจำสิ่งที่ได้เรียนรู้ต่างกันด้วย คือ การเรียนในห้องเรียน นั่งฟังบรรยาย จะจำได้เพียง 5% การอ่านด้วยตัวเอง จะจำได้เพิ่มขึ้นเป็น 10% การฟังและได้เห็น เช่น การดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ จำได้ 20% การได้เห็นตัวอย่าง จะช่วยให้จำได้ 30% การได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกัน เช่น การพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันในกลุ่ม จะช่วยให้จำได้ถึง 50% การได้ทดลองปฏิบัติเอง จะจำได้ถึง 75% การได้สอนผู้อื่น เช่น การติวหรือการสอน จะช่วยให้จำได้ถึง 90% ดังนั้นครูผู้สอนจึงต้องพิจารณาเลือกใช้กิจกรรมที่เหมาะสม
แม้กระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกหลายประเทศได้ให้ความสำคัญกับการปรับการเรียนการสอน มีการวางแผนยุทธศาสตร์ห้องเรียนแห่งอนาคตในทศวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นระบบห้องเรียนอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถจัดการเรียนรู้ด้วยระบบสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับแหล่งเรียนรู้ได้ทั่วโลกผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต ที่มีการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการสื่อสารและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาให้สูงขึ้น ลักษณะของห้องเรียนแห่งอนาคตนั้นจะมีการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการพัฒนาการศึกษา มีการจัดแหล่งเรียนรู้โดยใช้ระบบสื่อเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นระบบ E-Classroom, E-Learning, E-Library,E-office, E-Student, E-Service เป็นต้น หรืออาจใช้ระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) มาสนับสนุนการเรียนรู้และการบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้ก้าวทันสังคมในยุคข้อมูลข่าวสาร สำหรับประเทศไทยนั้นมีสถานศึกษาเพียงบางแห่งที่มีความพร้อมสูงมีการจัดห้องเรียน ในลักษณะของห้องเรียนที่มีการใช้สื่อเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการในการจัดการเรียนการสอน
ปัจจุบันแท็บเล็ต (Tablet PC) เป็นสื่อที่กำลังมาแรงและเป็นที่นิยมอย่างมาก เนื่องมาจากคุณประโยชน์อันหลากหลายและรูปแบบที่ทันสมัย พกพาได้สะดวกสบาย ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ใช้ต่ออินเทอร์เน็ตได้ ถ่ายรูปได้
เป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้ ตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Book ซึ่งขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้งานเป็นสำคัญ ในสังคมการศึกษาไทยรัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามโครงการ One Tablet PC Per Child ซึ่งเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ ถือเป็นการสร้างมิติใหม่ของการศึกษาไทยในการเข้าถึงการปรับใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในยุคปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สอง
จากกระแสการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีผลการสำรวจ “ความคิดเห็นของชาวอีสานกับนโยบายการแจก Tablet PC แก่เด็กนักเรียน ชั้น ป.1 ของรัฐบาล” ของอีสานโพล (E-Saan Poll) ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ เช่น ชาวอีสานส่วนใหญ่คิดว่าการนำ Tablet PC มาให้นักเรียน ป.1 ใช้จะไม่ช่วยทำให้คุณภาพการศึกษาของไทยดีขึ้น ยังเป็นห่วงว่าบทบาทของครูจะลดลง เห็นว่าควรแจก Tablet PC ให้กับเด็กโตมากกว่าเด็กเล็ก เด็กจะไม่ได้ใช้ Tablet PC เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเป็นหลัก แต่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น เล่นเกม เล่นอินเทอร์เน็ต และยังกังวลว่า เด็ก ป.1 จะยังไม่สามารถดูแลรักษาสิ่งของอย่าง Tablet PC ได้ อาจเกิดปัญหาการพังเสียหาย การทำสูญหาย หรือแม้แต่อาชญากรรมการลักขโมย เป็นต้น ซึ่งการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 บ้างก็เห็นด้วยว่าเป็นสิ่งดี
เพราะเทคโนโลยีนั้นมีศักยภาพทางบวกอยู่มาก ที่จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจใฝ่เรียนรู้ให้กับผู้เรียน เป็นการเปิดโลกกว้างแห่งการเรียนรู้ให้แก่เด็ก ช่วยให้เด็กไทยก้าวสู่โลกสมัยใหม่และค้นคว้าข้อมูลได้อย่างกว้างขวางรวดเร็ว รวมถึงยังสนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่จำกัดการเรียนรู้ของเด็กอยู่เฉพาะในห้องเรียนแบบเดิม ๆ
อย่างไรก็ตามการมองต่างมุมของหลายฝ่าย ก็มีความเป็นห่วงว่าสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัยนั้นอาจจะเป็นดาบ 2 คมที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นผู้รับผิดชอบคงต้องพิจารณาเพื่อหาทางป้องกันอย่างรอบคอบ แม้วงการศึกษาจำเป็นต้องมีการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนให้เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทใหม่ของการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังปรารถนาที่จะเห็นห้องเรียนแห่งอนาคตเกิดขึ้นในสถานศึกษาทุกแห่งอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม.
บทความ:ฟาฏินา วงศ์เลขา
ที่มา :เดลินิวส์
update:1พฤษภาคม55
วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554
icspft ได้จำแนกสมรรถภาพทางกายพื้นฐานออกเป็น 7 ประเภท คือ
1. ความเร็ว (Speed) หมายถึง ความสามารถของกล้ามเนื้อที่สามารถทำงาน หรือเคลือนที่ซ้ำ ๆ กันได้อย่างรวดเร็ว
2. พลังกล้ามเนื้อ (Muscle power) หมายถึง ความสามารถของกล้ามเนื้่อที่หดตัวได้แรง และทำให้วัตถุหรือร่างกายเคลื่อนที่ออกไปเป็นระยะทางมากที่สุดในเวลาจำกัด
3. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscle strength) หมายถึงความสามารถของกล้ามเนื้อที่หดตัวเพื่อเคลื่อนน้ำหนักหรือต้านน้ำหนักเพียงครั้งเดียวโดยไม่จำกัดเวลา
4. ความอดทนของกล้ามเนื้อ (Muscle endurance) ความสามารถของกล้ามเนื้อที่ทำงานได้นานโดยไม่เสื่อมประสิทธิภาพ
5. ความคล่องแคล่วว่องไว (Agility) หมายถึงความสามารถของร่างกายในการควบคุมการเปลี่ยนทิศทางการเคล่ือนไหวได้อย่างรวดเร็วและตรงเป้าหมาย
6. ความอ่อนตัว (flexibility) หมายถึงความสามารถของร่่างกายในการเคลือนไหวให้ได้มุมของการเคลื่อนไหวอย่างเต็มที่
7. ความอดทนทั่วไป (General endurance ) หหมายถึงความสามารถของระบบทางเดินหายใจ และการไหลเวียนโลหิตที่ทำงานได้นานต่อเนื่องอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหวหรือเคล่ือนที่
ที่มา / http://www.spotscience.sat.or.th/
update/ 24 /08/2011
วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
"ชาวกรุง" อีคิวต่ำสุดโต่ง! โมโห คลั่ง ฆ่า เป็นอาจิณ
อารมณ์นั้นเปรียบดั่งลาวาที่เดือดอยู่บนภูเขาไฟ เมื่อถูกปลุกเร้าจากสภาวะแวดล้อมรอบกายมากขึ้น ๆ ก็พร้อมจะระเบิดออกมาผลาญทุกส่ิง ถ้ามองภาพในสังคมเมืองอย่างกรุงเทพมหานครก็จะพบว่า ลาวาของแต่ละคนนั่นพลุ่งพล่านกันอย่างเต็มที่ และจุดเดือดอารมณ์ที่ไร้การควบคุมนี้เองก็นพมาซึ่งเหตุอาชญากรรม
สะท้อนถึงภาวะอีคิวต่ำ ( E.Q. Emotional Quotein คือความฉลาดทางอารมณ์ ) ที่ทำให้คนมีระดับความอดทนลดลง กลายเป็นสภาวะทางอารมณ์ที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ กระทั่งนำไปสู่พฤติกรรมที่แสดงออกอย่างรุนแรง
โดยเฉพาะที่เห็นได้บ่อย ๆ ในกรุงเทพฯตั้งแต่เหตุการณ์เบา ๆ อย่างทะเลาะวิวาทกันบนท้องถนนเพราะบีบแตรไล่กัน การดื่มสุราและเกิดการทะเลาะวิวาท ฯลฯ หรือเหตุร้ายแรงที่ถึงขั้นเอาชีวิตเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ อย่างเช่นกรณีนายทหารท่านหนึ่งตั้งใจขับรถพุ่งชนแพทย์หญิง เพราะเกิดความเครียดจนไม่สามารถควบคุมอามรมณ์ของตนเองได้ หรืออย่างกรณีไฮโซหนุ่มขับรถยนต์ไล่บี้คนเดินถนนริมฟุตบาธจนถึงแก่ชีวิต ฯลฯ
จากการสำรวจสุขภาพจิตคนกรุงเทพฯ ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ทำการสำรวจจาก 100,000 คน ทั่วประเทศ ในปี 2551-2553 เผยว่าผลสำรวจสุขภาพจิตของคนไทยทั่วภูมิภาคล้วนมีความสุขเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ยกเว้นชาวกรุงเทพมหานครมีความสุขลดลงต่อเนื่องกันถึง 3 ปี
กลายเป็นตัวบ่งถึงภาวะ E.Q. ของชาวกรุงว่าเข้าข่ายวิกฤติและมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคจิตมากขึ้น ซึ่งดูจากคดีที่มีความรุนแรงก็ล้วนเกิดโดยฝีมือคนเมืองแทบทั้งสิ้น
เจาะเบื้องหลังการสำรวจสุขภาพจิตคนไทย
แน่นอนว่าาชนวนเหตุที่่พบนั้นเริ่มมาจากตัวบุคคลเอง และอีกส่วนหนึ่งเป็นเกิดจากสภาพแวดล้อมรอบกาย นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า การวัดสุขภาพจิตของผลสำรวจดังกล่าวจะใช้ 4 ประเด็นในการวัด เพื่อให้ได้ผลที่มีความสมดุลกัน
"ประเด็นแรกคือเราวัดจากเรื่องสภาวะทางจิตใจ เรื่องการซึมเศร้าต่าง ๆ ส่วนในประเด็นที่สองวัดจากเรื่องของความสามารถทางจิตใจว่าสามารถรับมือในความเปลี่ยนแปลง การจัดการความเครียด การมองโลกในแง่ดีแค่ไหน ในประเด็นที่สามคือวัดคุณภาพของจิตใจ การยินดี อยากช่วยเหลือผู้อื่นที่อยู่ในสภาวะยากลำบาก วัดว่าเราเป็นคนที่มีจิตสาธารณะ มีจิตการกุศลช่วยเหลือคนอื่นหรือเปล่า ส่วนประเด็นสุดท้ายวัดจากเรื่องสภาพแวดล้อมครอบครัว ฉะนั้นมันจึงเป็น 4 ประเด็นที่สมดุลกัน เพื่อให้รับรู้ว่าภาพรวมบุคคลนั้นมีสุขภาพจิตอย่างไร"
ซึ่งสถิติที่ประกาศออกมานั้นเป็นการสุ่มสำรวจจากอาสาสมัครทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ นพ.อภิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลสำรวจนั้นเบื้องต้นก็จะมีการนำมาพัฒนากลยุทธเพื่อหวังจะให้สภาวะทางอารมณ์ของชาวเมืองในแต่ละจังหวัดให้อยู่ในระดับที่ดียิ่งขึ้น
"ทางเราก็จะเผยแพร่ข้อมูลอยู่เป็นระยะว่า ทำอย่างไรจะให้ดีขึ้น มีทางเลือกหลากหลายประการ ที่จะทำให้มีความสุขเพิ่มขึ้นได้แค่ทำไม่กี่เรื่องโดยไม่ต้องทำทุกเรื่อง ซึ่งจะมีข้อมูลรายละเอียดบอกว่าจังหวัดใดมีจุดอ่อนตรงไหน เพราะใน 4 ประเด็นนั้นแต่ละจังหวัดจุดอ่อนจะไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ทุกคนจะต้องทำเหมือนกัน นี่คือเรื่องของสังคม ชุมชน และตัวบุคคล ถ้ารู้สึกว่ามีปัญหาความสุขต่ำกว่าคนทั่วไป ก็ควรจะพัฒนาความสามารถในทางจิตใจเรื่องของความดีงามของจิตใจ"
เรื่องของสุขภาพจิตนั้นคงเป็นเรื่องที่ละเอียดละอ่อนเกินกว่าจะให้ออกกฎหมายมาควบคุมอารมณ์ความรู้สึก ฉะนั้นคงถือเป็นสภาวะฉุกคิดที่ทุกฝ่ายต้องเร่งตระหนักเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงจากลาวาอารมณ์นี้ได้อีก
คดีเยอะขึ้น ตำรวจก็เดือดร้อนจากคนกรุงอีคิวต่ำ
จากเสียงของผู้พิทักษ์สันติราชอย่าง พล.ต.ต.ปิยนะ อุทาโย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ยอมรับว่า ปัจจุบันคนจำนวนมากมีความอดทนน้อยลง สัมผัสได้จากเหตุการณ์หลาย ๆ กรณี เช่น ปัญหาเรื่องการจราจรเล็ก แล้วจบท้ายด้วยการทำร้ายร่างกาย หรือแม้แต่ปัญหาครอบครัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ถูกขยายขึ้นมาจนนำมาสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้น
"ต้องยอมรับว่า ใน 3-4 ปีหลัง มีการยกระดับของปัญหาอาชญากรรมขึ้นมาเยอะมาก ทั้ง ๆ ที่ดูแลปัญหาบางอย่างก็น่าจบได้ง่าย ๆคดีจราจรเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยว่าคนจะยอมกันได้น้อยลง และนอกจากนี้ยังมีเรื่องการทะเลาะวิวาท หรือเรื่องของนักการเมืองก็มีลักษณะคล้าย ๆ กัน แต่ถ้าถามว่าสาเหตุมาจากการลดลงของอีคิวในคนเมืองหรือเปล่านั้น ผมมองว่าก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะอีคิวมันก็ถือเป็นเรื่องที่กว้างเกินไป แต่ถ้าเราเจาะลึก ๆ ปัญหาหลักน่าจะเป็นความอดทนที่น้อยลง"
ซึ่งพอเกิดปัญหาในลักษณะนี้ขึ้นมามาก ๆ การแก้ไขปัญหาก็ทำได้ยากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งมีหลายครั้งที่ตำรวจจะต้องเข้ามาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย ซึ่งบางครั้งก็สำเร็จ บางครั้งก็ไม่สำเร็จ และก็มีอีกหลายครั้งที่ตำรวจได้รับลูกหลงจากปัญหาความอดทนที่น้อยลงของประชาชนไปด้วย
กรณีศึกษาซ้ำซาก
"ลูกศิษย์ของดิฉันที่เป็นตำรวจยังถูกยิงตายเลย เพราะว่าไปพูดจาสอนพลตำรวจที่ยศต่ำกว่าแต่อายุมากกว่า พอถึงจุด ๆ กลับหนึ่งกลับถูกยิงตาย เพราะนายตำรวจผู้นั้นเขาควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ และไม่ใช่ว่าลูกศิษย์ของดิฉันจะไม่ดี เชื่อว่าเขาพูดด้วยความหวังดีแต่คนเขารับไม่ได้ เพราะมองคนละมุม"
อีกตัวอย่างหนึ่งของบุคคลที่ขาดการควบคุมทางอารมณ์จนเกิดเหตุสลดใจของ รศ.สุพัตรา สุภาพ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า สภาพแวดล้อมนั้นเป็นตัวยั่วยุให้คนนในปัจจุบันขาดการควบคุมทางด้านอารมณ์
ทั้งนี้ เราสามารถเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ได้ตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อที่จะรู้จักควบคุมตนเองให้พ้นจากสิ่งเร้ารอบข้าง และจัดการปัญหาโดยไม่ใช้ปัญญามากกว่าอารมณ์ รศ.สุพัตรา สุภาพ กล่าวว่า การบริหารอารมณ์นั้นเป็นมีอยู่หลายปัจจัย ทั้งอยู่ที่ตัวเรา คนอื่น และสิ่งแวดล้อม แต่หลัก ๆ เลย ถ้าใครก็ตามได้รับความอบอุ่นจากบ้าน จากโรงเรียน จากเพื่อน เขาก็จะไม่ค่อยทำผิด จะมีสุขภาพจิตที่ดีบริหารอารมณ์ของตัวเองได้
"ทุกคนเป็นคนดี เพียงแต่ว่าถ้าเขาไม่ดีเราก็ปรับเขา ถ้าเขาดีอยู่แล้วเราก็ช่วยให้เขาดีขึ้น ทุกวันนี้ที่ทำผิดกันเพราะสิ่งแวดล้อมไปทำลายเขา มนุษย์เรามีลักษณะปรับตามสิ่งแวดล้อม เมื่อสิ่งแวดล้อมมันยั่วคน พอถึงจุดหนึ่งมันก็ระงับอารมณ์ไม่ได้ เราสังเกตได้เลยว่าอารมณ์มันอยู่ที่ตัวเรา เพราะฉะนั้นก็จะเห็นว่าคนมั่งมีไม่ใช่จะต้องประพฤติตัวดีเสมอไป มันมีสิ่งยั่วยุรอบข้างทำให้เขาเป็น แต่เราสร้างอารมณ์ควบคุมคุณภาพของอารมณ์ได้ตั้งแต่เล็ก เรื่องของอารมณ์มันต้องช่วยเหลือกันตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม เพื่อน ฯลฯ"
ขณะเดียวกันในมุมมองของ ขจรศักดิ์ ใจเที่ยง พนักงานบริษัทควบคุมการก่อสร้างย่านธุรกิจใจกลางเมือง ก็เปิดเผยว่าในสังคมเมืองกรุงนั้นมีความเครียดมากกว่าในอดีต ซึ่งเกิดจากปัจจัยที่เชื่อมโยงกันในหลายมิติทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และตัวเองก็ตกอยู่ในสภาวะเครียดก็เนื่องมาจากปัญหาทั้งด้านการเมือง สังคม และเรื่องปากท้อง และทุกเรื่องก็ล้วนเกี่ยวข้องกันหมด
"มันไม่เหมือนเดิม อย่างเรื่องการเมืองสมัยก่อน กับเพื่อนเราคุยกัน เราอาจจะชอบคนละพรรคแต่มันแรงเท่ากับปัจจุบัน ที่มีการแบ่งสี พอคุยกันเรื่องการเมืองเพื่อนบางคนเลิกคบกันไปเลยก็มี เพราะคุยกันแล้วก็ทะเลาะกัน ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง เรื่องราคาสินค้า เราเคยซื้อสินค้าตามห้างจากเมื่อก่อนอาจจะสัก 1,000 แต่เดียวนี้ก็ขึ้นเป็น 1,500 หรือขึ้นไปถึง 2,000 บาท ราคาของมันเพิ่ม แล้วเรื่องสังคมก็มี ซึ่งถ้าพูดไปแล้วมันก็วนกลับมาที่เรื่องการเมืองอีกนั่นแหละ มันเกี่ยวโยงกันหมด"
แม้ปัจจุบันนั้นชีวิตในเมืองเครียดกว่าอดีตที่ผ่านมามาก แต่ขจรศักดิ์ก็สามารถจัดการกับความเครียดได้ดี และที่สำคัญคงเป็นเพราะเขาเคยผ่านช่วงวิกฤตของชีวิตมาแล้ว
"ตอนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 บริษัทต้องเอาพนักงานออก ผมก็ตกงานอยู่พักหนึ่งซึ่งเครียดและถือเป็นวิดฤตที่หนัก แต่พอผ่านพ้นจุดนั้นมาได้ก็สามารถรับมือกับความเครียดอื่นได้ดีขึ้น เดี่๋ยวนี้ถ้าว่าง ๆ ผมก็จะไปเดินเล่นแถวเวิ้งฯ ดูการแสดงดนตรีบ้าง แล้วก็เล่นดนตรีไทย"
ถึงเป็นเพียงการสุ่มสำรวจจากประชากรเพียงส่นหนึ่งของประเทศ แต่ก็น่าจะกระตุ้นเตือนชาวไทยกว่า 70 ล้านคน โดยเฉพาะชาวกรุงเทพฯที่มีอยู่ 10 ล้านกว่าคน ให้หันมาดูแลสุขภาพจิตเพื่อสร้างความาฉลาดทางอารมณ์ของตัวเองและคนรอบข้างให้มากยิ่งขึ้น คงไม่มีใครอยากทำผิดเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ และคงไม่มีใครอยากเป็นเหยื่ออารมณ์ผู้อื่น
ที่มา : www.manager.co.th/DailyNews.aspx?NewaID=9540000080166
update : 3/7/2554
วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ความเครียด (Stress)
ความเครียดสามารถเกิดได้ทุกแห่งทุกเวลาอาจจะเกิดจากสาเหตุภายนอกเช่น การย้ายบ้าน การเปลี่ยนงาน ความเจ็บป่วย การหย่าร้าง ภาวะว่างงานความสัมพันธ์กับเพื่อน ครอบครัว หรืออาจจะเกิดจากภายในผู้ป่วยเอง เช่นความต้องการเรียนดี ความต้องการเป็นหนึ่งหรือความเจ็บป่วย
ความเครียดเป็นระบบเตือนภัยของร่างกายให้เตรียมพร้อมที่กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การมีความเครียดน้อยเกินไปและมากเกินไปไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่เข้าใจว่าความเครียดเป็นสิ่งไม่ดีมันก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หัวใจเต้นเร็ว แน่นท้อง มือเท้าเย็น แต่ความเครียดก็มีส่วนดีเช่น ความตื่นเต้นความท้าทายและความสนุก สรุปแล้วความเครียดคือสิ่งที่มาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตซึ่งมี่ทั้งผลดีและผลเสีย
ชนิดของความเครียด
- Acute stress คือความเครียดที่เกิดขึ้นทันทีและร่างกายก็ตอบสนองต่อความเครียดนั้นทันทีเหมือนกันโดยมีการหลั่งฮอร์โมนความเครียด เมื่อความเครียดหายไปร่างกายก็จะกลับสู่ปกติเหมือนเดิมฮอร์โมนก็จะกลับสู่ปกติ ตัวอย่างความเครียด
- เสียง
- อากาศเย็นหรือร้อน
- ชุมชนที่คนมาก ๆ
- ความกลัว
- ตกใจ
- หิวข้าว
- อันตราย
แสดงออกต่อความเครียดนั้น ซึ่งเมื่อนานวันเข้าความเครียดนั้นก็จะสะสมเป็นความเครียดเรื้อรัง ตัวอย่างความเครียดเรื้อรัง
- ความเครียดจากการทำงาน
- ความเครียดที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
- ความเครียดของแม่บ้าน
- ความเหงา
เมื่อมีภาวะกดดันหรือความเครียดร่างกายจะฮอร์โมนที่เรียกว่า cortisol และ adrenaline ฮอร์โมนดังกล่าวจะทำให้ความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นเร็วเพื่อเตรียมพร้อมให้ร่างกายแข็งแรง และมีพลังงานพร้อมที่จะกระทำเช่นการวิ่งหนีอันตราย การยกของหนีไฟถ้าหากได้กระทำฮอร์โมนนั้นจะถูกใช้ไป ความกดดันหรือความเครียดจะหายไป แต่ความเครียดหรือความกดดันมักจะเกิดขณะที่นั่งทำงาน ขับรถ กลุ่มใจไม่มีเงินค่าเทอมลูก ความเครียดหรือความกดดันไม่สามารถกระทำออกมาได้เกิดโดยที่ไม่รู้ตัว ทำให้ฮอร์โมนเหล่านั้นสะสมในร่างกายจนกระทั่งเกิดอาการทางกายและทางใจ
ผลเสียต่อสุขภาพ
ความเครียดเป็นสิ่งปกติที่สามารถพบได้ทุกวัน หากความเครียดนั้นเกิดจากความกลัวหรืออันตราย ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจะเตรียมให้ร่างกายพร้อมที่จะต่อสู้ อาการทีปรากฏก็เป็นเพียงทางกายเช่นความดันโลหิตสูงใจสั่น แต่สำหรับชีวิตประจำวันจะมีสักกี่คนที่จะทราบว่าเราได้รับความเครียดโดยที่เราไม่รู้ตัวหรือไม่มีทางหลีกเลี่ยง การที่มีความเครียดสะสมเรื้อรังทำให้เกิดอาการทางกาย และทางอารมณ์ เช่น โรคทางเดินอาหาร โรคปวดศีรษะไมเกรน โรคปวดหลัง โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ ติดสุรา โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด ภูมิคุ้มกันต่ำลง เป็นหวัดง่าย อุบัติเหตุขณะทำงาน การฆ่าตัวตายและมะเร็ง
คุณมีความเครียดหรือไม่
ถามตัวคุณเองว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่
อาารแสดงทางร่างกาย
มึนงง ปวดตามกล้ามเนื้อ กัดฟัน ปวดศีรษะ แน่นท้อง เบื่ออาหาร นอนหลับยาก หัวใจเต้นเร็ว หูอื้อ มือเย็น อ่อนเพลีย ท้องร่วง ท้องผูก จุกท้อง มึนงง เสียงดังให้หู คลื่นไส้อาเจียน หายใจไม่อิ่ม ปวดท้องอาการแสดงทางด้านจิตใจ
วิตกกังวล ตัดสินใจไม่ดี ขี้ลืม สมาธิสั้น ไม่มีความคิดริเริ่ม ความจำไม่ดี ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอาการแสดงทางด้านอารมณ์
โกรธง่าย วิตกกังวล ร้องไห้ ซึมเศร้า ท้อแท้ หงุดหงิด ซึมเศร้า มองโลกในแง่ร้าย นอนไม่หลับ กัดเล็บหรือดึงผมตัวเอง
อาการแสดงทางพฤติกรรม
รับประทานอาหารเก่ง ติดบุหรี่สุรา โผงผาง เปลี่ยนงานบ่อย แยกตัวหากท่านมีอาการเครียดมากและแสดงออกทางร่างกายดังนี้
- อ่อนแรงไม่อยากทำอะไร
- มีอาการปวดตามตัว ปวดศีรษะ
- วิตกกังวล
- มีปัญหาเรื่องการนอน
- ไม่มีความสุขกับชีวิต
- เ็นโรคซึมเศร้า
ให้ท่านปฏิบัติตามคำแนะนำ 10 ประการ
- ให้นอนเป็นเวลาและตื่นเป็นเวลา เวลาที่เหมาะสมสำหรับการนอนคือเวลา 22.00น.เมื่อภาวะเครียดมากจะทำให้ความสามารถในการกำหนดเวลาของชีวิต( Body Clock )เสียไป ทำให้เกิดปัญหานอนไม่หลับหรือตื่นง่าย การกำหนดเวลาหลับและเวลาตื่นจะทำให้นาฬิกาชีวิตเริ่มทำงาน และเมื่อความเครียดลดลง ก็สามารถที่จะหลับได้เหมือนปกติ ในการปรับตัวใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ บางครั้งเมื่อไปนอนแล้วไม่หลับเป็นเวลา 45 นาที ให้หาหนังสือเบาๆมาอ่าน เมื่อง่วงก็ไปหลับ ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งคือให้ร่างกายได้รับแสงแดดยามเช้า เพื่อส่งสัญญาณให้ร่างกายปรับเวลา
- หากเกิดอาการดังกล่าวต้องจัดเวลาให้ร่างกายได้พัก เช่นอาจจะไปพักร้อน หรืออาจจะจัดวาระงาน งานที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วนก็ให้หยุดไม่ต้องทำ
- ให้เวลากับครอบครัวในวันหยุด อาจจะไปพักผ่อนหรือรับประทานอาหารนอนบ้าน
- ให้เลื่อนการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆในช่วงนี้ เช่นการซื้อรถใหม่ การเปลี่ยนบ้านใหม่ การเปลี่ยนงาน เพราะการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดความเครียด
- หากคุณเป็นคนที่ชอบทำงานหรือชอบเรียนให้ลดเวลาลงเหลือไม่เกิน 40 ชม.สัปดาห์
- การรับประทานอาหารให้รับประทานผักให้มากเพราะจะทำให้สมองสร้าง serotonin เพิ่มสารตัวนี้จะช่วยลดความเครียด และควรจะได้รับวิตามินและเกลือแร่ในปริมาณที่เพียงพอ
- หยุดยาคลายเครียด และยาแก้โรคซึมเศร้า
- ให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และอาจจะมีการเต้นรำด้วยก็ดี
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเครียด
- ความเครียดเหมือนกันทุกคนหรือไม่ สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดในแต่ละคนไม่เหมือนกันและการตอบสนองต่อความเครียดก็แตกต่างในแต่ละคน
- ความเครียดเป็นสิ่งไม่ดีจริงหรือไม่ ความเครียดเปรียบเหมือนสายกีตาร์ ตึงไปก็ไม่ดี หย่อนไปเสียก็ไม่ไพเราะ เช่นกันเครียดมากก็มีผลต่อสุขภาพเครียดพอดีจะช่วยสร้างผลผลิต และความสุข
- จริงหรือไม่ที่ความเครียดมีอยู่ทุกแห่งคุณไม่สามารถจัดการกับมันได้ แม้ว่าจะมีความเครียดทุกแห่งแต่คุณสามารถวางแผนที่จะจัดการกับงาน ลำดับความสำคัญ ความเร่งด่วนของงานเพื่อลดความเครียด
- จริงหรือไม่ที่ไม่มีอาการคือไม่มีความเครียด ไม่จริงเนื่องจากอาจจะมีความเครียดโดยที่ไม่มีอาการก็ได ้และความเครียดจะสะสมจนเกินอาการ
- ควรให้ความสนใจกับความเครียดที่มีอาการมากๆใช่หรือไม่ เมื่อเริ่มเกิดอาการความเครียดแม้ไม่มากก็ต้องให้ความสนใจ เช่นอาการปวดศีรษะ ปวดท้องเพราะอาการเพียงเล็กน้อยจะเตือนว่าคุณต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินชีวิตเพื่อลดความเครียด
- ความเครียดคือโรคจิตใช่หรือไม่ ไม่ใช่เนื่องจากโรคจิตจะมีการแตกแยกของความคิด บุคลิคเปลี่ยนไปไม่สามารถดำเนินชีวิตเหมือนคนปกติ
- ขณะที่มีความเครียดคุณสามารถทำงานได้อีก แต่คุณต้องจัดลำดับก่อนหลัง และความสำคัญของงาน
- ไม่เชื่อว่าการเดินจะช่วยผ่อนคลายความเครียด การเดินจะช่วยผ่อนคลายความเครียดนั้น
- ความเครียดไม่ใช่ปัญหาเพราะเพียงแค่สูบบุหรี่ความเครียดก็หายไป การสูบบุหรี่หรือดื่มสุราจะทำให้ลืมปัญหาเท่านั้นนอกจากไม่สามารถแก้ปัญหาแล้วยังก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย
- เมื่อคุณรู้สึกเหมือนคนหลงทางหาทางแก้ไขไม่เจอ
- เมื่อคุณกังวลมากเกินกว่าเหตุ และไม่สามารถควบคุม
- เมื่ออาการของความเครียดมีผลต่อคุณภาพชีวิตเช่น การนอน การรับประทานอาหาร งานที่ทำ ความสัมพันธ์ของคุณกับคนรอบข้าง
ภาพ : http://abhi-sapient.blogspot.com/2010/11/stress.html
Update : 24 พ.ค.2554
“โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ” โรคร้ายคร่าชีวิต “น้องกาว” !! /รายงานโดยอมรรัตน์ ล้อถิรธร
การเสียชีวิตอย่างกะทันหันในต่างประเทศของ น.ส.สโรชา เนียมบุญนำ หรือ “น้องกาว” อายุ 20 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี(เกียรตินิยมอันดับ 2) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่เพียงนำมาซึ่งความเศร้าโศกแก่พ่อแม่ ที่ลูกสาวต้องจบชีวิตลงทั้งที่กำลังจะจบการศึกษาเตรียมรับปริญญาในเดือน ส.ค.นี้เท่านั้น แต่ยังเป็นการสูญเสียบุคลากรอนาคตไกลที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศไปอย่างน่าเสียดาย วายร้ายที่คร่าชีวิต “น้องกาว” ลงอย่างรวดเร็วได้ภายใน 1 สัปดาห์ คือโรคร้ายที่ชื่อว่า “โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ” ชนิดรุนแรงหรือเฉียบพลัน คำถามตามมาทันทีว่า โรคที่ไม่ค่อยคุ้นหูนี้เกิดจากอะไร? และเราจะเป็นเหยื่อรายต่อไปหรือไม่
ปกติแล้วในสมองของคนเรา จะมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่รอบๆ เพื่อเป็นตัวป้องกันไม่ให้สมองได้รับอันตราย ทั้งยังมีหน้าที่ช่วยให้หลอดเลือดนำอาหารและน้ำไปเลี้ยงสมองด้วย นอกจากสมองจะมีน้ำล้อมรอบแล้ว ก็ยังมีเยื่อที่อยู่รอบๆ สมองอีกชั้นหนึ่ง เรียกว่า “เยื่อหุ้มสมอง” นั่นเอง
แล้วอะไรเป็นสาเหตุให้เยื่อหุ้มสมองเกิดการอักเสบได้บ้าง ร.ศ.พ.ญ นิจศรี ชาญณรงค์ แห่งสาขาวิชาประสาทวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ บอกว่า เยื่อหุ้มสมองอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะจากการติดเชื้อต่างๆ หรือไม่ผู้ป่วยก็อาจจะมีโรคประจำตัวบางอย่างอยู่ ทำให้ภูมิต้านทานน้อย
มันก็แล้วแต่ว่าคนไข้มีโรคประจำตัวอะไรอยู่หรือเปล่า ในคนปกติก็อาจจะเป็นไวรัสก็ได้ เป็นแบคทีเรียก็ได้ หรือบางคนถ้าภูมิต้านทานไม่ค่อยดีอาจจะติดเชื้อราง่าย อาจจะเป็นเชื้อราที่เยื่อหุ้มสมอง หรือบางคนไปรับประทานอาหารที่มีพยาธิอาจจะมีพยาธิขึ้นไปสมองก็ได้เหมือนกัน พยาธิจะเจอไม่ค่อยบ่อย ที่เจอบ่อยๆ ก็เป็นเชื้อไวรัส ซึ่งส่วนใหญ่อาการไม่ค่อยรุนแรง ก็ปวดหัวมีไข้ คอตึงๆ หน่อย และก็จะค่อยๆ หายไปได้เอง อันที่จะเป็นอันตรายก็คือ อันที่เกิดจากแบคทีเรีย ซึ่งมันเป็นได้ จะอันตรายรุนแรงมาก เป็น 1-2 วันก็อาจจะแย่ อาจจะถึงขนาดหมดสติหรือเสียชีวิตไปเลยก็ได้ หรือเป็นแบคทีเรียที่ไม่รุนแรงมาก เช่น เป็นเชื้อวัณโรค ก็อาจจะทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้”
สำหรับเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียนั้น คุณหมอนิจศรี บอกว่า ปกติแล้วเชื้อทั้ง 2 ตัวนี้จะติดมาจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ขณะที่แบคทีเรียบางชนิดก็อยู่ในร่างกายเราอยู่แล้ว เช่น อยู่ที่ระบบทางเดินหายใจ และไม่ได้ทำให้เกิดโรค แต่พอวันดีคืนดี มันก็เกิดแพร่เชื้อทำให้เรามีอาการของโรคขึ้นมา โดยเฉพาะในคนที่มีภูมิต้านทานต่ำจากโรคบางอย่าง เช่น โรคเอดส์ เป็นต้น
ส่วนที่มีการพูดกันว่า นกพิราบมีเชื้อที่ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้นั้น จริงหรือไม่ คุณหมอนิจศรี ยืนยันว่า เป็นเรื่องจริง
“นกพิราบมันจะมีเชื้อราตัวหนึ่ง ซึ่งถ้าเราไปสัมผัสกับสิ่งที่ออกมาจากนกพิราบ ก็มีโอกาสที่จะไปสัมผัสกับเชื้อราตัวนี้ ถ้าสัมผัสไปแล้วเชื้อมากพอหรือเชื้อเข้าไปในเวลาที่เหมาะสม ก็อาจจะเกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งเป็นจากเชื้อรา แต่อย่างไรก็ตามถ้าไม่ได้อยู่กับนกพิราบ เชื้อราตัวนี้มันก็มีอยู่ในธรรมชาติที่อื่นอยู่แล้วเหมือนกัน”
ได้ทราบสาเหตุของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบกันไปแล้ว มาดูอาการของโรคนี้กันบ้าง คุณหมอนิจศรี บอกว่า อาการของโรคจะรุนแรงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นโรคนี้จากสาเหตุไหน
“แบคทีเรียอาจจะอันตรายที่สุดในกลุ่มของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เพราะเชื้อมันรุนแรงกว่า คนไข้มักจะมีอาการอยู่ดีๆ มีไข้สูง บางทีก็มีหนาวสั่นร่วมด้วย แล้วก็ปวดศรีษะอย่างรุนแรงมาก บางคนก็จะมีลักษณะ เช่นว่า ตาสู้แสงไม่ได้ เวลาเห็นแสงจ้าๆ แล้วจะแสบตา อาจจะถึงขนาดว่าซึมลง หมดสติ อาจจะมีชักเกร็งและก็อาจจะเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าเป็นเชื้ออื่นๆ ก็แล้วแต่ว่า บางอย่างก็เป็นเร็ว บางอย่างก็เป็นนาน อีกอันหนึ่งที่เจอได้ก็คือ เป็นเชื้อวัณโรคซึ่งวัณโรคเหมือนที่เป็นในปอด ก็ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้เหมือนกัน อาการก็คล้ายๆ กัน มีไข้สูง ปวดศีรษะก็จะอยู่ประมาณสักอาทิตย์ 2 อาทิตย์ก็เริ่มแย่ อาจจะมีปัญหาเรื่องแขนขาอ่อนแรงตามมา มีอาการตามองเห็นไม่ชัด ก็เป็นอาการที่โรคมันเป็นมากขึ้น พวกนี้ก็ต้องได้รับการวินิจฉัยให้เร็ว เพื่อจะให้ยาเพื่อที่จะไปรักษาเชื้อโรคอันนี้ให้มันหายไป คนไข้ก็มักจะอาการดีขึ้น แต่บางรายก็อาจจะมีภาวะแทรกซ้อนเหมือนกัน"
สำหรับภาวะแทรกซ้อนนั้น คุณหมอนิจศรี บอกว่า มักจะพบบ่อยในผู้ป่วยที่เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดรุนแรง โดยอาจจะมีภาวะสมองอักเสบร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากการอักเสบลุกลามจากเยื่อหุ้มสมองเข้าไปภายในเนื้อสมองนั่นเอง ซึ่งหากเชื้อลุกลามไปที่หลอดเลือดสมอง ก็จะส่งผลให้เลือดไหลไม่สะดวกหรือมีการอักเสบหรือถึงขั้นหลอดเลือดแตกได้ ส่วนคนที่เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อโรคไข้กาฬหลังแอ่น เชื้อก็อาจจะแพร่กระจายไปในกระแสเลือดได้ด้วย ซึ่งจะส่งผลให้มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง มีเส้นเลือดอักเสบตามแขนและขา บางคนเป็นมากหรือหลอดเลือดอักเสบมาก อาจทำให้เลือดไปเลี้ยงนิ้วและแขนขาไม่ได้ สุดท้ายส่งผลให้นิ้วหลุด นิ้วกุดไปก็มี แต่ก็พบไม่บ่อย นอกจากนี้ยังมีโรคแทรกซ้อนอีกแบบ คือ มีน้ำในสมองมาก ทำให้ตาบอด หรือหูหนวกได้ ซึ่งเกิดจากการอักเสบของสมองนั่นเอง
ปกติแล้ว ถ้าผู้ป่วยมาให้หมอรักษาตั้งแต่ระยะแรก และหมอให้ยาถูกกับชนิดของโรค ก็สามารถหายขาดจากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ แต่ถ้ามาหาหมอช้าหรือเชื้อดื้อยา การรักษาก็จะยากขึ้น เมื่อโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบค่อนข้างเป็นโรคที่อันตรายหากเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แล้วเราจะมีวิธีป้องกันตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคนี้ คุณหมอนิจศรี แนะว่า วิธีป้องกันก็เป็นวิธีทั่วๆ ไป คือดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารให้ถูกต้อง คืออาหารที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจมีพยาธิ ออกกำลังกายตามสมควร อย่างไรก็ตามคุณหมอนิจศรี บอกว่า การหลีกเลี่ยงเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบอาจทำได้ยาก เพราะเป็นเชื้อที่อยู่กับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา ดังนั้นถ้าเมื่อไหร่มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง โดยปวดทั้งศีรษะ และมีอาการคอตึงๆ ก้มศีรษะไม่ค่อยถนัด ตาสู้แสงไม่ได้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า อาจจะเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน!
ที่มา : www.manager,co,th
Update : 20 พ.ค.54
การเสียชีวิตอย่างกะทันหันในต่างประเทศของ น.ส.สโรชา เนียมบุญนำ หรือ “น้องกาว” อายุ 20 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี(เกียรตินิยมอันดับ 2) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่เพียงนำมาซึ่งความเศร้าโศกแก่พ่อแม่ ที่ลูกสาวต้องจบชีวิตลงทั้งที่กำลังจะจบการศึกษาเตรียมรับปริญญาในเดือน ส.ค.นี้เท่านั้น แต่ยังเป็นการสูญเสียบุคลากรอนาคตไกลที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศไปอย่างน่าเสียดาย วายร้ายที่คร่าชีวิต “น้องกาว” ลงอย่างรวดเร็วได้ภายใน 1 สัปดาห์ คือโรคร้ายที่ชื่อว่า “โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ” ชนิดรุนแรงหรือเฉียบพลัน คำถามตามมาทันทีว่า โรคที่ไม่ค่อยคุ้นหูนี้เกิดจากอะไร? และเราจะเป็นเหยื่อรายต่อไปหรือไม่
ปกติแล้วในสมองของคนเรา จะมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่รอบๆ เพื่อเป็นตัวป้องกันไม่ให้สมองได้รับอันตราย ทั้งยังมีหน้าที่ช่วยให้หลอดเลือดนำอาหารและน้ำไปเลี้ยงสมองด้วย นอกจากสมองจะมีน้ำล้อมรอบแล้ว ก็ยังมีเยื่อที่อยู่รอบๆ สมองอีกชั้นหนึ่ง เรียกว่า “เยื่อหุ้มสมอง” นั่นเอง
แล้วอะไรเป็นสาเหตุให้เยื่อหุ้มสมองเกิดการอักเสบได้บ้าง ร.ศ.พ.ญ นิจศรี ชาญณรงค์ แห่งสาขาวิชาประสาทวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ บอกว่า เยื่อหุ้มสมองอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะจากการติดเชื้อต่างๆ หรือไม่ผู้ป่วยก็อาจจะมีโรคประจำตัวบางอย่างอยู่ ทำให้ภูมิต้านทานน้อย
มันก็แล้วแต่ว่าคนไข้มีโรคประจำตัวอะไรอยู่หรือเปล่า ในคนปกติก็อาจจะเป็นไวรัสก็ได้ เป็นแบคทีเรียก็ได้ หรือบางคนถ้าภูมิต้านทานไม่ค่อยดีอาจจะติดเชื้อราง่าย อาจจะเป็นเชื้อราที่เยื่อหุ้มสมอง หรือบางคนไปรับประทานอาหารที่มีพยาธิอาจจะมีพยาธิขึ้นไปสมองก็ได้เหมือนกัน พยาธิจะเจอไม่ค่อยบ่อย ที่เจอบ่อยๆ ก็เป็นเชื้อไวรัส ซึ่งส่วนใหญ่อาการไม่ค่อยรุนแรง ก็ปวดหัวมีไข้ คอตึงๆ หน่อย และก็จะค่อยๆ หายไปได้เอง อันที่จะเป็นอันตรายก็คือ อันที่เกิดจากแบคทีเรีย ซึ่งมันเป็นได้ จะอันตรายรุนแรงมาก เป็น 1-2 วันก็อาจจะแย่ อาจจะถึงขนาดหมดสติหรือเสียชีวิตไปเลยก็ได้ หรือเป็นแบคทีเรียที่ไม่รุนแรงมาก เช่น เป็นเชื้อวัณโรค ก็อาจจะทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้”
สำหรับเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียนั้น คุณหมอนิจศรี บอกว่า ปกติแล้วเชื้อทั้ง 2 ตัวนี้จะติดมาจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ขณะที่แบคทีเรียบางชนิดก็อยู่ในร่างกายเราอยู่แล้ว เช่น อยู่ที่ระบบทางเดินหายใจ และไม่ได้ทำให้เกิดโรค แต่พอวันดีคืนดี มันก็เกิดแพร่เชื้อทำให้เรามีอาการของโรคขึ้นมา โดยเฉพาะในคนที่มีภูมิต้านทานต่ำจากโรคบางอย่าง เช่น โรคเอดส์ เป็นต้น
ส่วนที่มีการพูดกันว่า นกพิราบมีเชื้อที่ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้นั้น จริงหรือไม่ คุณหมอนิจศรี ยืนยันว่า เป็นเรื่องจริง
“นกพิราบมันจะมีเชื้อราตัวหนึ่ง ซึ่งถ้าเราไปสัมผัสกับสิ่งที่ออกมาจากนกพิราบ ก็มีโอกาสที่จะไปสัมผัสกับเชื้อราตัวนี้ ถ้าสัมผัสไปแล้วเชื้อมากพอหรือเชื้อเข้าไปในเวลาที่เหมาะสม ก็อาจจะเกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งเป็นจากเชื้อรา แต่อย่างไรก็ตามถ้าไม่ได้อยู่กับนกพิราบ เชื้อราตัวนี้มันก็มีอยู่ในธรรมชาติที่อื่นอยู่แล้วเหมือนกัน”
ได้ทราบสาเหตุของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบกันไปแล้ว มาดูอาการของโรคนี้กันบ้าง คุณหมอนิจศรี บอกว่า อาการของโรคจะรุนแรงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นโรคนี้จากสาเหตุไหน
“แบคทีเรียอาจจะอันตรายที่สุดในกลุ่มของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เพราะเชื้อมันรุนแรงกว่า คนไข้มักจะมีอาการอยู่ดีๆ มีไข้สูง บางทีก็มีหนาวสั่นร่วมด้วย แล้วก็ปวดศรีษะอย่างรุนแรงมาก บางคนก็จะมีลักษณะ เช่นว่า ตาสู้แสงไม่ได้ เวลาเห็นแสงจ้าๆ แล้วจะแสบตา อาจจะถึงขนาดว่าซึมลง หมดสติ อาจจะมีชักเกร็งและก็อาจจะเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าเป็นเชื้ออื่นๆ ก็แล้วแต่ว่า บางอย่างก็เป็นเร็ว บางอย่างก็เป็นนาน อีกอันหนึ่งที่เจอได้ก็คือ เป็นเชื้อวัณโรคซึ่งวัณโรคเหมือนที่เป็นในปอด ก็ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้เหมือนกัน อาการก็คล้ายๆ กัน มีไข้สูง ปวดศีรษะก็จะอยู่ประมาณสักอาทิตย์ 2 อาทิตย์ก็เริ่มแย่ อาจจะมีปัญหาเรื่องแขนขาอ่อนแรงตามมา มีอาการตามองเห็นไม่ชัด ก็เป็นอาการที่โรคมันเป็นมากขึ้น พวกนี้ก็ต้องได้รับการวินิจฉัยให้เร็ว เพื่อจะให้ยาเพื่อที่จะไปรักษาเชื้อโรคอันนี้ให้มันหายไป คนไข้ก็มักจะอาการดีขึ้น แต่บางรายก็อาจจะมีภาวะแทรกซ้อนเหมือนกัน"
สำหรับภาวะแทรกซ้อนนั้น คุณหมอนิจศรี บอกว่า มักจะพบบ่อยในผู้ป่วยที่เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดรุนแรง โดยอาจจะมีภาวะสมองอักเสบร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากการอักเสบลุกลามจากเยื่อหุ้มสมองเข้าไปภายในเนื้อสมองนั่นเอง ซึ่งหากเชื้อลุกลามไปที่หลอดเลือดสมอง ก็จะส่งผลให้เลือดไหลไม่สะดวกหรือมีการอักเสบหรือถึงขั้นหลอดเลือดแตกได้ ส่วนคนที่เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อโรคไข้กาฬหลังแอ่น เชื้อก็อาจจะแพร่กระจายไปในกระแสเลือดได้ด้วย ซึ่งจะส่งผลให้มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง มีเส้นเลือดอักเสบตามแขนและขา บางคนเป็นมากหรือหลอดเลือดอักเสบมาก อาจทำให้เลือดไปเลี้ยงนิ้วและแขนขาไม่ได้ สุดท้ายส่งผลให้นิ้วหลุด นิ้วกุดไปก็มี แต่ก็พบไม่บ่อย นอกจากนี้ยังมีโรคแทรกซ้อนอีกแบบ คือ มีน้ำในสมองมาก ทำให้ตาบอด หรือหูหนวกได้ ซึ่งเกิดจากการอักเสบของสมองนั่นเอง
ปกติแล้ว ถ้าผู้ป่วยมาให้หมอรักษาตั้งแต่ระยะแรก และหมอให้ยาถูกกับชนิดของโรค ก็สามารถหายขาดจากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ แต่ถ้ามาหาหมอช้าหรือเชื้อดื้อยา การรักษาก็จะยากขึ้น เมื่อโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบค่อนข้างเป็นโรคที่อันตรายหากเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แล้วเราจะมีวิธีป้องกันตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคนี้ คุณหมอนิจศรี แนะว่า วิธีป้องกันก็เป็นวิธีทั่วๆ ไป คือดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารให้ถูกต้อง คืออาหารที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจมีพยาธิ ออกกำลังกายตามสมควร อย่างไรก็ตามคุณหมอนิจศรี บอกว่า การหลีกเลี่ยงเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบอาจทำได้ยาก เพราะเป็นเชื้อที่อยู่กับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา ดังนั้นถ้าเมื่อไหร่มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง โดยปวดทั้งศีรษะ และมีอาการคอตึงๆ ก้มศีรษะไม่ค่อยถนัด ตาสู้แสงไม่ได้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า อาจจะเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน!
ที่มา : www.manager,co,th
Update : 20 พ.ค.54
วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
เตือน! เกษตรกรระวังฉี่หนู หลังเข้าฤดูฝน
เตือน! เกษตรกรระวังฉี่หนู หลังเข้าฤดูฝน
สธ.ย้ำเตือนเกษตรกรระวังฉี่หนู หลังลงไร่-นา หากมีไข้สูง ปวดน่อง ปวดหัวรุนแรง หนาวสั่น รีบพบแพทย์ทันที เพราะอันตรายถึงชีวิต หลังพบปีนี้ป่วยกว่า 548 ราย ตาย 12 ราย ด้านปลัด สธ.เร่ง อสม.ลงพื้นที่ให้ความรู้ประชาชน.
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข สั่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เร่งประชาสัมพันธ์ย้ำเตือนเกษตรกรระวังโรคฉี่หนู หลังเดินลุยน้ำขัง ย่ำโคลนในนาไร่ หากมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะอย่างรุนแรง และมีอาการปวดน่อง ขอให้สงสัยอาจติดเชื้อไข้ฉี่หนู ให้รีบพบแพทย์เพื่อป้องกันการเสียชีวิต ซึ่งโรคนี้มียารักษาหาย โดยปีนี้ทั่วประเทศพบป่วยแล้ว 548 ราย เสียชีวิต 12 ราย
นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝน เกษตรกรเริ่มทำไร่ ทำนา มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) สูงกว่าฤดูกาลอื่น ในการเตรียมรับมือของกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านทั่วประเทศ ดำเนินการให้ความรู้ประชาชนในการป้องกันโรคดังกล่าวอย่างเต็มที่ เนื่องจากขณะนี้สามารถพบผู้ป่วยโรคฉี่หนูได้ทุกภาค และสั่งการให้โรงพยาบาลทุกแห่งดำเนินการตรวจคัดกรองและซักประวัติผู้ป่วยอย่างละเอียด โดยเฉพาะประวัติการเดินลุยน้ำย่ำโคลน เพื่อป้องกันการเสียชีวิต เนื่องจากโรคนี้มียารักษาหาย
นพ.สุพรรณกล่าวอีกว่า โรคฉี่หนูเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเชื้อดังกล่าวจะอยู่ในฉี่ของหนูเป็นส่วนใหญ่ ตัวเชื้อโรคจะมีลักษณะเป็นเกลียว แพร่ระบาดในแหล่งน้ำได้รวดเร็ว โดยเชื้อจะมีชีวิตอยู่ในน้ำได้นานไม่น้อยกว่า 3 สัปดาห์ สามารถเข้าสู่ร่างกายคน โดยไชผ่านทางผิวหนังที่แช่น้ำเป็นเวลานาน หรือไชผ่านเยื่อบุตา ทางบาดแผล แม้กระทั่งรอยขีดข่วน เมื่อเข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว
“อาการของโรคฉี่หนูที่พบได้บ่อย คือ มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ตาแดง คลื่นไส้อาเจียน ขอให้สงสัยว่าอาจป่วยเป็นโรคฉี่หนู อาการที่เป็นลักษณะค่อนข้างเฉพาะของโรคนี้คืออาการปวดที่กล้ามเนื้อบริเวณน่อง พบได้ประมาณร้อยละ 40-100 ของผู้ป่วย หากประชาชนมีอาการดังกล่าว ขอให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรงที่ทำให้เสียชีวิตได้ เช่น ตับวาย ไตวาย ทั้งนี้โรคนี้หลังรักษาหายแล้วอาจสามารถติดเชื้อและป่วยซ้ำอีกได้ ในปี 2554 นี้ ทั่วประเทศพบผู้ป่วยโรคฉี่หนู 548 ราย กระจายทุกภาค เสียชีวิต 12 ราย ส่วนใหญ่พบในวัยแรงงานอายุ 25-54 ปี” นพ.สุพรรณกล่าว
ที่มา : http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000060162
Update : 18 พ.ค. 2554
วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
5 วิธีป้องกันสมองเสื่อมก่อนวัยอันควร โดย ดร.แพง ชินพงศ์
สมองเป็นอวัยวะหนึ่งในร่างกายของคนเราที่มีความสำคัญมาก เปรียบเหมือนกองบัญชาการควบคุมระบบต่าง ๆ ในร่างกายมากมายหลายระบบ ทั้งระบบความคิด ความจำ อารมณ์ พฤติกรรม และรักษาความสมดุลของระบบภายในร่างกาย เช่น ความดันโลหิต การเต้นของหัวใจ ตลอดจนการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย สมองของคนเรามีการพัฒนาตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดา งานวิจัยทางการแพทย์ระบุว่า เซลล์ของระบบประสาทสมองจะเพิ่มขึ้นถึง 200,000-300,000 เซลล์ในทุก ๆ นาที จนถึงเวลาที่เด็กคลอดออกมาจากครรภ์มารดาเด็กก็จะมีเซลล์สมองเกือบจะสมบูรณ์เหมือนกับวัยผู้ใหญ่เลยทีเดียว ซึ่งได้ประมาณไว้ว่าเมื่อเด็กอายุได้ 2 - 3 ขวบ สมองของเขาจะมีขนาดประมาณ 80% ของผู้ใหญ่แ ต่เป็นธรรมดาที่เมื่อสมองมีการเจริญเติบโตแล้วก็ต้องมีเวลาที่สมองนั้นจะเข้าสู่ภาวะที่เสื่อมถอย ซึ่งจากงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ทิโมธี ซอล์ตเฮาส์ จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่าสมองมนุษย์จะเริ่มเสื่อมเมื่ออายุ 27 ปี หลังจากพัฒนาถึงจุดสูงสุดเมื่ออายุ 22 ปี ดังนั้น คนเราจึงเกิดความวิตก และพยายามหาวิธีการต่าง ๆ นานามาช่วยชะลอความเสื่อมของสมอง วันนี้ผู้เขียนจึงขอหยิบยกวิธีป้องกันสมองไม่ให้เสื่อมก่อนวัยอันควรมานำเสนอ ดังนี้
- อาหารบำรุงสมอง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการแพทย์ทางเลือกหลายคนให้แนะนำเกี่ยวกับเรื่องอาหารบำรุงสมองไว้หลายอย่าง เช่น ผัก ผลไม้ น้ำมันปลา เนื้อปลา และควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 3 - 5 ลิตร เพราะการดื่มน้ำน้อยจะทำให้ร่างกายขาดน้ำซึ่งจะส่งผลต่อสมองโดยทำให้สมองทำงานเฉื่อยช้าลง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงเหล้า บุหรี่และสารเสพติดต่าง ๆ เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นตัวการสำคัญในการทำลายสมองให้เสื่อมเร็วมากขึ้น
- การออกกำลังช่วยให้สมองแข็งแรง การออกกำลังกายนอกจากจะทำให้กล้ามเนื้อของร่างกายแข็งแรงแล้วยังเปรียบเหมือนยาขนานเอกในการบำรุงสมองอีกด้วย การส่งเสริมให้เด็กออกกำลังกาย เช่น เดิน วิ่ง กระโดด ว่ายน้ำ จะมีผลดีต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก ดร.ชาร์ล ฮิลแมน และคณะแห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ได้ทำการทดลองโดยให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาจำนวน 259 คน ออกกำลังกายแล้วตรวจสอบว่าความแข็งแรงของร่างกายมีความสัมพันธ์กับผลการสอบวิชาคณิตศาสตร์และวิชาอ่านอังกฤษหรือไม่ ปรากฏว่า เด็กนักเรียนที่มีร่างกายแข็งแรงมีคะแนนดี ดังนั้น ความแข็งแรงของร่างกายจึงสัมพันธ์กับสมองที่ฉลาดขึ้น นอกจากนี้มีการทดลองกับผู้สูงอายุวัย 60-70 ปีโดยการสแกนสมองพบว่าการออกกำลังกาย เช่นเดินเร็วหรือแอโรบิคสามารถเสริมสร้างสมองส่วนหน้า (frontal lobe) ให้มีปริมาตรมากขึ้น จึงทำให้การทำงานของสมองดีขึ้น จึงส่งผลดีในเรื่องเกี่ยวกับการตัดสินใจ การบริหารจัดการ การวางแผน การทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน รวมถึงสามารถตอบคำถามถูกต้องมากขึ้นและเร็วขึ้นด้วย
- พักผ่อนให้สมองผ่อนคลาย เวลาที่เราเกิดความเครียดจะทำให้เกิดฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในร่างกายคนเราคือฮอร์โมนเครียดชื่อคอร์ติซอล ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อร่างกายโดยเฉพาะสมอง มีผลทำให้ระบบความคิดของสมองตีบตัน และความจำเสื่อมได้ ดังนั้นถ้าเราต้องพบกับเรื่องที่ทำให้เกิดความเครียดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียน เรื่องการงาน ปัญหาครอบครัวหรือปัญหาใดก็ตามแต่ สิ่งที่จำเป็นมากที่สุดคือ เราต้องหาเวลาส่วนตัวในการพักผ่อนเพื่อให้สมองได้รับการผ่อนคลาย เช่น การนอนอยู่กับบ้าน การไปท่องเที่ยวตามที่ต่าง ๆ การได้อยู่กับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นทะเล ป่าเขาลำเนาไพร หรือการไปดูหนังฟังเพลง จะทำให้สมองมีความสุขได้รับการผ่อนคลาย เมื่อสมองผ่อนคลาย ร่างกายก็จะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้มีอารมณ์เบิกบาน มีความสุขและส่งผลให้สมองแจ่มใส พร้อมเปิดรับการเรียนรู้ใหม่ ๆ ได้เป็นอย่างดี
- ให้สมองเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ การทำสิ่งที่จำเจซ้ำซากอยู่ทุกวันทุกคืน มีผลทำให้สมองฝ่อเร็ว แต่การเปิดโอกาสให้สมองได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จะเป็นการช่วยฝึกให้สมองได้ออกกำลัง เช่น การเปลี่ยนเส้นทางการขับรถใหม่ การอ่านหนังสือเล่มใหม่ การไปยังสถานที่แปลกใหม่ การทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่น ไปเรียนดนตรี ไปเรียนจัดดอกไม้ ไปเรียนทำขนม เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ สมองจะหลั่งสารโดปามีน และสารเอ็นโดฟิน ซึ่งทำให้สมองเกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข ทำให้สมองแข็งแรงและเสื่อมช้าลง
- เซ็กซ์สร้างความสดชื่นให้สมอง เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเซ็กซ์เป็นกิจกรรมที่สร้างความตื่นเต้นและความสุขให้แก่คู่รัก มีงานวิจัยที่ยืนยันว่าเซ็กซ์ในผู้สูงอายุช่วยกระตุ้นให้สมองเสื่อมช้าลง ดังนั้น การมีเซ็กซ์ที่ดีกับคู่รักหรือคู่สมรสนับเป็นกิจกรรมที่เป็นการออกกำลังสมองได้ดีมาก เพราะเป็นกิจกรรมที่สร้างสุข ท้าทาย ตื่นเต้น ใช้จินตนาการและมีการเคลื่อนไหวของทุกส่วนของร่างกาย ซึ่งทำให้วงจรของสมองทุกระบบมีการกระตุ้นให้เกิดการรับรู้และเรียนรู้ได้ดี นอกจากนี้การที่คู่รักปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางเพศให้มีความแปลกใหม่น่าตื่นเต้นอยู่เสมอ เช่น สร้างบรรยากาศด้วยการเปิดเพลง การนวดสัมผัสกันด้วยน้ำหอม การเปลี่ยนสถานที่มีเซ็กซ์ ก็จะสร้างความสุขได้มากขึ้นด้วย
ที่มา : http://www.manager.co.th/
update : 11 พ.ค. 2554
วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

วัสดุกัมมันตรังสีเป็นวัตถุอันตรายประเภทหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากวัตถุประเภทสารเคมีหรือวัสดุอันตรายประเภทอื่นคือไม่มีสี ไม่มีกลิ่น จึงไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตา การตรวจสอบจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะในการตรวจสอบ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมัสัญลักษณ์หรือป้ายเตือนติดไว้ที่ตัววัสดุกัมมันตรังสีหรือบริเวณที่มีการใช้งานวัสดุกัมมันตรังสี เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นกับประชาชน โดยทั่วไปเราสามารถจำแนกป้ายเตือนทางรังสีตามลักษณะการใช้งานออกเป็น ดังนี้
- ป้ายเตือนที่ติดอยูกับวัสดุกัมมันตรังสี ป้ายเตือนดงกล่าวจะเป็นป้ายที่ติดอยู่กับวัสดุกัมมันตรังสีหรือเครื่องกำบังรังสีที่ใช้ป้องกันอันตรายจากรังสี ส่วนใหญ่จะมีคำเตือนว่า โปรดระวัง วัสดุกัมมันตรังสี เป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาท้องถิ่น ตามประเทศที่ผลิตวัสดุดังกล่าว โดยระบุชนิดของวัสดุกัมมันตรังสี ความรุนแรงหรือปริมาณของวัสดุกัมมันตรังสี และปีที่ทำการผลิตหรือทำการปรับเทียบความรุนแรงของวัสดุกัมมันตรังสี
- ป้ายเตือนบริเวณที่มีการใช้งานวัสดุกัมมันตรังสีและห้องปฏิบัติการทางรังสี ป้ายเตือนดังกล่าวเป็นป้ายเตือนให้ผู้ที่ปฏิบัติงานทราบว่าบริเวณดังกล่าวมีการใช้งานวัสดุกัมมันตรังสีหรือเครื่องกำเนิดรังสี หรือมีระดับรังสีสูงกว่าค่าในธรรมชาติ หรือเป็นสถานที่จัดเก็บวัสดุกัมมันตรังสีโดยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ปกติบริเวณดังกล่าวจะมีคำเตือนห้ามมิให้ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าไปในบริเวณฯ ที่กำหนด หรือต้องปฏิบัติตัวตามข้อกำหนดต่าง ๆ เป็นพิเศษ
- ป้ายขนส่งวัสดุกัมมันตรังสี โดยปกติการขนส่งวัสดุกัมมันตรังสีจะต้องทำการขนส่งในหีบห่อที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลและสอดคล้องกับกฎระเบียบของทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) โดยหีบห่อทุกชนิด (ยกเว้นแบบ Excepted) จะต้องติดป้ายเตือนอย่างน้อยสองด้านของหีบห่อและต้องบอกอัตราระดับรังสีที่พื้นผิวและที่ระยะ 1 เมตร
จากปัญหาการสื่อความหมายของป้ายเตือนวัสดุกัมมันตรังสีเป็นสัญลักษณ์ใบพัดสามแฉก ซึ่งมีความหมายไม่ชัดเจนและรับรู้เฉพาะบุคคลที่มีการศึกษาหรือมีการปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับรังสีเท่านั้น ทบวงปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ร่วมกับองค์กรมาตรฐานสากลระหว่างประเทศ The International Organization for Standardization (ISO) จึงำเสนอสัญญลักษณ์ใหม่ในการเตือนอันตรายจากรังสีโดยเป็นสัญลักษณ์ การแผ่รังสี หัวกะโหลกไข้ว และคนวิ่งหนี เพื่อให้เกิดการยอมรับในระดับสากลแทนสัญลักษณ์ในพัดสามแฉก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดอัตราการตายและลดการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรังสีจากวัตถุกัมมันตรังสีความแรงสูง คาดว่าจะนำมาใช้กับวัสดุกัมมันตรังสีในกลุ่มที่ 1, 2 และ 3 ได้แก่
- เครื่องฉายรังสี (irradiators)
- เครื่องรังสีรักษา (teletherapy machines)
- เครื่องถ่ายภาพดัวยรังสี (industrial radiography units)
ที่มาข้อมูล : http: // http://www.oaep.go.th/ / http://www.manager.co.th/
update : 26/04/2554
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

















